posttoday
วิสัยทัศน์ ‘ลุ่มน้ำโขง’ ปูพรมอุตสาหกรรมโฉมใหม่

วิสัยทัศน์ ‘ลุ่มน้ำโขง’ ปูพรมอุตสาหกรรมโฉมใหม่

28 สิงหาคม 2558

ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและประเทศลุ่มน้ำโขง 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม ได้จัดเวทีนอกรอบ ประกาศใช้“วิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมลุ่มน้ำโขง” เพื่อวางทิศทางการเติบโตที่ชัดเจนในอนาคต

ทั้งหมดวางการดำเนินการให้เกิดขึ้นได้ภายใน 5 ปี หรือปี 2563

วิสัยทัศน์ดังกล่าวได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับ 5 ประเทศลุ่มน้ำโขงในขณะนี้ โดยเชื่อว่าไทยคือแกนหลักของอนุภูมิภาค และนโยบาย “ไทยแลนด์พลัสวัน” ซึ่งจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมให้เกิดการเชื่อมโยงกันกับประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นตัวเร่งการขยายตัวของห่วงโซ่อุปทานระหว่างพรมแดน

อย่างไรก็ตาม “บลูพรินต์” ซึ่งเป็นแผนงานฉบับใหม่ ระบุว่า กระแสเงินลงทุนที่ไหลมาจากทั้งจีน อินเดีย ประเทศอื่นในอาเซียน รวมถึงประเทศอื่นในเอเชีย เข้าสู่ลุ่มน้ำโขงในขณะนี้ ยังไม่มีอะไรยืนยันว่าจะไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในอีก 10 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ สัดส่วนการค้าภายใน 5 ประเทศลุ่มน้ำโขง ยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ โดยปี 2555 มีสัดส่วนเพียง 6% เท่านั้น ถือว่ายังต่ำมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนการค้าภายในอาเซียน (Intra ASEAN Trade) ขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่ไหลเข้าสู่อนุภูมิภาค ยังคงอยู่ภายใต้เครื่องหมายคำถามว่า มีมูลค่าเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือไม่

ทั้งนี้ เงินลงทุนจะไหลเข้าสู่ไทยและลุ่มน้ำโขงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าอนุภูมิภาคนี้จะมีนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน มีบรรยากาศการลงทุนที่ดี มีความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

บลูพรินต์ดังกล่าวจึงเสนอทิศทางนโยบายการพัฒนาอุตสาห กรรมในลุ่มน้ำโขงไว้ 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน 2.การเสริมสร้างรากฐานไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูง 3.การสร้างความเข้มแข็งให้แก่โครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรที่สนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าในภูมิภาค

เริ่มต้นจากการผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน มีเรื่องหลักๆที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ 1.1 การปรับปรุงโครงสร้างการค้า อนุภูมิภาคจะต้องมุ่งหน้าสู่การเป็นฐานการผลิตและการส่งออกที่สำคัญของเอเชีย โดยใช้เวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ช่วยขับเคลื่อน ขณะเดียวกันต้องมีนโยบายอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามชายแดนระหว่างกันเพื่อประโยชน์ของการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทาน

1.2 ส่งเสริมเอฟดีไอเข้าสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษ นอกจากจะดึงดูดการลงทุนเข้าสู่เมืองหลวงแล้ว ต่อไปยังต้องดึงการลงทุนจากญี่ปุ่นเข้าสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนด้วย โดยต้องมีหน่วยงานทำงานร่วมกัน ให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูล และประสานกับหน่วยงานอื่น เช่น องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร)

1.3 ผสานความร่วมมือกับธุรกิจท้องถิ่น ควรมีการส่งเสริมนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาจับคู่ธุรกิจกับบริษัทท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น เช่น ผ่านการจัดสัมมนาร่วมกัน การจัดงานแสดงสินค้า

สำหรับการเสริมสร้างรากฐานไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูง ต้องเร่งดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 2.1 การให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อพร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ เช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยกระดับอุตสาหกรรม 2.2 เสริมขีดความสามารถเอสเอ็มอี โดยอาจเดินตามแผนแม่บทของอาเซียน

ด้านการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานนั้น ต้องดำเนินการ 3 เรื่อง คือ 3.1 สร้างการเชื่อมโยงภายในภูมิภาค โดยการพัฒนาเส้นทางบนระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า

3.2 ใช้พลังงานหลากหลายประเภทและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้พึ่งพาพลังงานประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป และหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น 3.3 พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยอาจฝึกคนผ่านเครือข่ายที่มีอยู่แล้ว เช่น เครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน(เอยูเอ็น) รวมถึงฝึกทักษะอาชีพให้แก่คนในภูมิภาคให้มีทักษะที่พร้อมต่อภาคธุรกิจ โดยไทยอาจเป็นผู้มีบทบาทนำในด้านนี้

วินิจฉัย แจ่มแจ้ง ประธานบริหารสถาบันนานาชาติเพื่อเอเชียแปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิเคราะห์ว่า กรณีญี่ปุ่นร่วมประกาศวิสัยทัศน์กับประเทศลุ่มน้ำโขงครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามแสดงบทบาทของญี่ปุ่นในเวทีอาเซียน เพราะปัจจุบันญี่ปุ่นต้องแข่งขันกับหลายประเทศที่พยายามเข้ามาในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะจีน

“ตอนนี้ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต่างเข้ามาชิงเค้ก โดยเฉพาะในพื้นที่ประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ต่างมีเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว การเข้ามาสร้างความร่วมมือด้านต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ”

ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในซีแอลเอ็มวีเพิ่มขึ้น และให้ความช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ผ่านการกุมบังเหียนธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และยังมีบทบาทในข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศลุ่ม
แม่น้ำอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ญี่ปุ่นจะเข้ามาผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในภูมิภาคนี้แล้ว แต่ไทยควรดำเนินการอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ ซึ่งเป็นเสมือน “หัว” และ “หาง” ที่มีความสำคัญ และเดินหน้าพัฒนาการวิจัยและพัฒนาการออกแบบต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค