
'สมคิด'ปลุกรวมพลังดึงเอกชนกู้ศก.
"สมคิด"ขึ้นเวทีของ กกร.ปลุกความเชื่อมั่น ขอร้องนักธุรกิจร่วมมือรัฐบาลสร้างชาติ
"สมคิด"ขึ้นเวทีของ กกร.ปลุกความเชื่อมั่น ขอร้องนักธุรกิจร่วมมือรัฐบาลสร้างชาติ
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษเรื่อง "นโยบายเศรษฐกิจและทิศทางประเทศไทย" จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งสมคิดได้ใช้เวทีดังกล่าวเพื่อลดความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นจากภาคเอกชน พร้อมทั้งเปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่
"ถามว่าเศรษฐกิจไทยวิกฤตหรือไม่ ต้องตอบว่าไม่ใช่ ประเทศไทยไม่มีวิกฤต และเป็นคนละเรื่องกับเมื่อปี 2540 ซึ่งขณะนั้นเก้าอี้ รมว.คลัง แทบไม่มีใครอยากนั่ง ธุรกิจขนาดใหญ่ล้มเกือบหมด สถาบันการเงิน ภาคธนาคารปิดตัว หนี้สินท่วมประเทศ คนก็ตกงาน ต้องใช้เวลา 6-7 ปีในการฟื้นฟู แต่ตอนนี้บริษัทขนาดใหญ่ยังมีกำไร แต่มีความกังวลว่า หากเศรษฐกิจชาวนาชาวไร่ที่เจอปัญหาราคาพืชผลตกต่ำชาวไร่ที่เจอปัญหาราคาพืชผลตกต่ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะกัดกินธุรกิจข้างบนด้วย" นายสมคิด เกริ่น
นายสมคิด ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยขณะนี้เป็นผลจากราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ และทำให้อำนาจซื้อของเกษตรกร ซึ่งเป็นกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ของประเทศย่ำแย่ลง จนส่งผลกระทบไปถึงเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ตามมาด้วยการที่ธนาคารต่างๆ ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อเพื่อป้องกันตัวเองจากประสบการณ์ในปี 2540
"ภาวะเช่นนี้หากปล่อยไว้นานๆ จะกัดกินตัวเองไปเรื่อยๆ เหมือนชีพจรที่เต้นแผ่วลงเรื่อยๆ แต่ความไม่เชื่อมั่นตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาหลักของประเทศ เพราะปัญหาหลัก คือ ความสามารถของประเทศที่อ่อนแอลง" นายสมคิด ย้ำ
อย่างไรก็ตาม โครงสร้าง พื้นฐานของประเทศในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่ยังมีอยู่และใช้ได้พอสมควร ทำให้จากนี้ไปไทยต้องสร้างสิ่งใหม่เพิ่ม ประคองตัวและเตรียมรับกับอนาคตข้างหน้า หรือเรียกว่า "Moment of Truth" โดยต้องรีบแก้และสร้างในสิ่งที่ควรเร่ง แต่การทำสิ่งนั้นจะต้องอาศัยภาคเอกชนช่วย
นายสมคิด ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายงานด้านเศรษฐกิจ 2 ส่วน ส่วนแรก คือ การกอบกู้เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และเอสเอ็มอี เพราะมาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้ยังค้างอยู่จึงต้องเร่งผลักดัน และ นายกฯ ยังมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาออกมาตรการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยต้องทำให้เงินทุนหมุนเวียนของรัฐลงสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วที่สุด
"จะมีการใช้กลไกที่จะทำให้เงินลงสู่ชาวบ้านเร็วที่สุด ไปพร้อมๆ กับการใช้กลไกชุมชนสร้างความ เข้มแข็งให้ตัวเอง ส่วนการลงทุนของรัฐได้กำชับว่าให้มีแนวทางจูงใจให้มีเงินจากโครงการเล็กๆ เข้าสู่ระบบภายใน 2-3 เดือน และการช่วยเหลือเอสเอ็มอีจะออกมาตรการช็อตแรกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนภายใน 2 สัปดาห์" นายสมคิด กล่าว
ส่วนที่สอง คือ การวางรากฐานของประเทศ ซึ่งจะมี 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.การสร้างการเติบโตจากเศรษฐกิจท้องถิ่น เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจโลกกำลังปรับตัว เศรษฐกิจยุโรป ญี่ปุ่น จีน ยังคงซบเซา มีเพียงสหรัฐที่เข้มแข็ง ซึ่งประเทศที่ประสบความสำเร็จ คือ ประเทศที่สร้างความเติบโตให้พอดีกับความต้องการของประเทศ ดังนั้น แนวทางต่อไปนี้ต้องผลักดันให้เกิดการเติบโตจากเศรษฐกิจท้องถิ่น
"ชนบท หมู่บ้าน และภูมิภาค จะต้องเป็นส่วนศูนย์กลางของกิจกรรมเศรษฐกิจ โดยจะมีกองทุนหมู่บ้านเป็นแกนกลางในการพัฒนาการผลิต โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่เลิกราไปนานก็จะให้กลับมา การพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชน และสร้างวิสาหกิจเพื่อสังคม ขณะที่นโยบายการคลังและการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะต้องจูงใจให้มีการลงทุนในท้องถิ่น" สมคิด ระบุ
2.เพิ่มศักยภาพการผลิตและสร้างอุตสาหกรรมแชมเปี้ยน โดยต้องสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมและต้องดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนให้ได้ใน 6-7 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มแปรรูป ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไอที และเศรษฐกิจดิจิทัล คาดว่าจะเสร็จภายใน 1 เดือน และเสนอนายกฯ ได้ จากนั้นจะโรดโชว์เชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศ
"จะมีการขยายนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทำลาดกระบังเป็นซูเปอร์คลัสเตอร์ และขยายท่าเรือให้ใหญ่ขึ้น เพื่อช่วยตรึงให้นักลงทุนญี่ปุ่นไม่ย้ายฐานไปที่อื่น" สมคิด กล่าว
3.พัฒนาเอสเอ็มอีให้เป็นนักรบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นสตาร์ทอัพ 4.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โครงการรถไฟทางคู่ โดยเฉพาะหากมีเส้นทางเชื่อมต่อเหนือใต้ และตะวันออก-ตะวันตก จะเกิดกิจกรรมเศรษฐกิจตามเส้นทางรถไฟ เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะบูมหนักมาก ขณะที่นายกฯ ต้องการให้เอกชนมาร่วมลงทุนกับภาครัฐ หรือพีพีพี ในทุกโครงการ
5.การเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ ปฏิรูประบบการเงินการคลัง และพัฒนาตลาดทุนให้เติบโตเชื่อมกับโลกได้
นายสมคิด กล่าวตอนท้ายว่า ไม่เคยพูดว่าจีดีพีจะต้องโตแค่นั้นแค่นี้ นักข่าวเลิกถามได้ เพราะจีดีพีคือปลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุ หากพื้นฐานดี จีดีพีก็จะมาเอง ดังนั้นนโยบายที่รัฐบาลกำลังจะทำ ไม่ใช่การ กระตุ้น แต่ทำเพื่อให้ประชาชนผ่านช่วงนี้ไปได้ จากนั้นจะเป็นมาตรการเพื่อระยะยาว
"ผมอยากขอความร่วมมือกับพวกท่าน ผมไม่ค่อยขออะไรจากใคร มาเพื่อบอกว่านายกฯ ฝากบอกมาว่ามีความตั้งใจ ซึ่งการบริหารประเทศช่วงนี้ไม่ใช่ของง่าย ต้องอดทน มีอะไรที่รัฐบาลจะช่วยพวกท่านได้ ขอให้บอกมา ต้องสร้างชาติให้เข้มแข็งอย่ามัวอยู่แต่กับความขัดแย้ง จุดนี้เป็นจุดพลิกผันของประเทศเรา ถ้าทำได้ดีจะไปได้ดีแน่นอน แต่ถ้าผมไม่รอด ก็ไม่รู้พวกท่านจะรอดหรือเปล่า" นายสมคิด กล่าว







