
ไม่รีบซื้อหุ้นคืนชอร์ต
หุ้นลงเยอะยังไม่เห็นสัญญาณซื้อไปคืนชอร์ต จีนอัดฉีดอีก 7 แสนล้าน หนุนตลาดฟื้น
หุ้นลงเยอะยังไม่เห็นสัญญาณซื้อไปคืนชอร์ต จีนอัดฉีดอีก 7 แสนล้าน หนุนตลาดฟื้น
นายเจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI เปิดเผยว่า ปริมาณธุรกรรมการยืมหุ้นเพื่อมาขายล่วงหน้า (SBL) ผ่าน KGI ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยพบว่า SBL กระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่อย่าง พลังงาน และธนาคารพาณิชย์ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการชอร์ตหนักๆ นับตั้งแต่ดัชนีหุ้นไม่สามารถยืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน ส.ค. ปริมาณการทำ SBL ชะลอลงเนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลจ่ายเงินปันผล ทำให้ไม่ค่อยมีหุ้นมาให้ยืม ดังนั้นคงต้องรอให้ผ่านช่วงการจ่ายเงินปันผลหรือเดือน ก.ย.นี้
“แม้ว่าดัชนีหุ้นจะมีการบวกระหว่างทาง ซึ่งประเมินได้ว่าเป็นการซื้อเพื่อมาคืนหุ้น (คัฟเวอร์ชอร์ต) แต่เชื่อว่าแนวโน้มน่าจะยังลงได้อีก ดูได้จากยอดคงค้างของหุ้นที่ยืมมาเพื่อขายชอร์ตยังอยู่ในระดับสูง และคงต้องติดตามสถานการณ์ตลาดหุ้นในประเทศจีนด้วย เพราะหากยังลงไม่เต็มที่ หุ้นไทยก็ยังมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก” นายเจนวิทย์ กล่าว
นอกจากธุรกรรม SBL แล้ว ยังพบว่าปริมาณการซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอ้างอิงอนุพันธ์ (DW) ของทั้งตลาดมีปริมาณที่สูงถึง 400-700 ล้านบาท/วัน เทียบกับปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 100-200 ล้านบาท/วัน โดยเฉพาะ DW อ้างอิงดัชนีหุ้น SET50 ทางสิทธิในการขาย (Put) และในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทาง KGI คงจะมีการออก DW ให้เพิ่มมากขึ้น และเน้น DW ฝั่ง Put ในภาวะหุ้นขาลง
ด้านตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามตลาดเอเชียส่วนใหญ่ที่ได้รับผลบวกจากธนาคารกลางจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% และอัตราการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) 0.5% มีผลในวันที่ 26 ส.ค. โดยระหว่างวันขึ้นไปสูงสุดถึง 9.42% แต่ในช่วงปลายตลาดมีแรงขายหุ้นใหญ่ในกลุ่มพลังงานนำโดยบริษัท ปตท. (PTT) ติดลบ 3 บาท กดให้ดัชนีหุ้นติดลบ 3.80 จุด ปิดที่ระดับ 1,320.08 จุด นักลงทุนต่างชาติยังขายต่อเนื่อง 4,443 ล้านบาท ขณะที่สถาบันในประเทศเก็บต่อ 5,421 ล้านบาท
ทั้งนี้ หลังตลาดปิดซื้อขาย ธนาคารกลางจีนประกาศอัดฉีดเงิน 1.40 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 7.5 แสนล้านบาท เข้าสู่ระบบธนาคารของประเทศในวันที่ 26 ส.ค. ผ่านปฏิบัติการอัดฉีดสภาพคล่องระยะสั้น (Short-term Liquidity Operations-SLO) เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะสนับสนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดีขึ้นในวันนี้ เพราะมาตรการที่ออกมาติดต่อกันสองวันน่าจะช่วยกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของจีนได้
สำหรับภาวะตลาดหุ้นที่มีความผันผวนรุนแรง ทั้งในระหว่างชั่วโมงการซื้อขายและการปรับตัวขึ้นแรงหรือลงแรงในแต่ละวันเป็นโอกาสในการทำกำไรของนักเก็งกำไร และผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าไปซื้อหุ้นเก็บ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ซึ่งเป็นวันที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 64.55 จุด หรือ 4.73% จากรายงานของ ก.ล.ต. เช่น นางวทันยา วงษ์โอภาสี ซื้อหุ้นบริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น (NEWS) จำนวน 69 ล้านหุ้น ที่ราคา 0.31 บาท เป็นเงิน 21.39 ล้านบาท
นางยุวดี พงษ์อัชฌา ซื้อหุ้นบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) จำนวน 6 แสนหุ้น ที่ราคา 7.76 บาท เป็นเงิน 4.65 ล้านบาท นางปราณี เผอิญโชค ซื้อหุ้นบริษัท ไทยรุ่งยูเนียนคาร์ (TRU) จำนวน 2 แสนหุ้น ที่ราคา 3.64 บาท เป็นเงิน 7.28 ล้านบาท นายสิทธิชัย พรทรัพย์อนันต์ ซื้อหุ้นบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ (IFEC) จำนวน 3 แสนหุ้น ที่ราคา 9.70 บาท เป็นเงิน 2.91 ล้านบาท







