
โอกาสทอง ‘รายย่อย’ ตีตลาดอีคอมเมิร์ซจีน
วงสัมมนา “ชี้ช่อง เอสเอ็มอีไทย ขยายสินค้าในตลาดจีน” ที่จัดโดย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
วงสัมมนา “ชี้ช่อง เอสเอ็มอีไทย ขยายสินค้าในตลาดจีน” ที่จัดโดย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสมาคมการค้าและการลงทุนอาเซียน-สากล ได้ชี้ช่องชัดเจนถึงโอกาสของเอสเอ็มอีไทย กับการส่งออกไปตลาดประเทศจีน ว่าโอกาสมีสูงมาก เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง
อรสา รัตนอมรภิรมย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์อาเซียน-จีนศึกษา สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยว่า ตลาดจีนเป็นโอกาสสำคัญของเอสเอ็มอีไทย เพราะชาวจีนที่มีกว่า 1,300 ล้านคน มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงถึง 550 ล้านคน และมีการประเมินว่า ภายในปี 2563 จะมีจำนวนสูงถึง 1,000 ล้านคน จึงเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มา
นอกจากนี้ มีการประเมินว่าประชากรในจีนจะเป็นประชากรชาวเมืองมากขึ้นสูงถึง 650 ล้านคน ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีการเติบโต 18 เท่าตัว ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มปีละ 2.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้บริโภคชาวจีนที่เป็นดาวรุ่งมีมากขึ้น หรือเป็นชนชั้นกลางมีมากขึ้น คาดว่าจะมีจำนวนสูงถึง 500 ล้านคน ในอีก 10 ปีข้างหน้า การฝากเงินในธนาคารอยู่ระดับสูงมาก มีเงินฝากจำนวน 15 ล้านล้านเหรียฐสหรัฐ เติบโตปีละ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านจำนวนคนรุ่นใหม่ที่เรียนหนังสือจบปริญญาตรีมีมากขึ้น และมีการลงทุนการศึกษาเพิ่ม 2 เท่า
ขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศจีน ในปีนี้ตลาดมีมูลค่าประมาณ 12.3 ล้านล้านหยวน คิดเป็นเงินไทยตกประมาณ 61.5 ล้านล้านบาท และมีการประเมินว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2561 จะมีขนาดตลาดสูงขึ้นเป็น 24.2 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 121 ล้านล้านบาท ถือเป็นตลาดที่สะท้อนกำลังซื้อที่สูง
ในตลาดอีคอมเมิร์ซขณะนี้มีผู้นำตลาด คือ www.tmall.com ในสัดส่วนถึง 61.4% ซึ่งเป็นของอาลีบาบา รองลงมาเป็นของ www.jd.com ในสัดส่วน 18.6% และ www.suning.com 3.2%
ดังนั้น หากผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าไปทำตลาดในประเทศจีน ควรมุ่งไปทำตลาดผ่าน tmall ที่เป็นตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงมาก ขณะนี้เปรียบเสมือนเป็นโพสต์โมเดิร์นเทรดแบบใหม่
อรสา ชี้ช่องว่า เอกชนไทยที่สนใจทำตลาดผ่าน tmall ควรเริ่มต้นที่เปิดจดทะเบียนบริษัทเพื่อขอส่งออกสินค้า และเข้าไปจดทะเบียนบริษัทผ่าน tmall เพื่อขอทำตลาด หลังจากนั้นก็เริ่มทำตลาดผ่านการนำเสนอรูปสินค้าต่างๆ และบรรยายสินค้าเป็นภาษาจีน โดยเอสเอ็มอีไทยไม่จำเป็นต้องเข้าไปเปิดบริษัทที่ประเทศจีน แต่ทำผ่านออนไลน์ได้สะดวกและรวดเร็ว รวมถึงมีต้นทุนระดับต่ำ
อรสา กล่าวถึงสินค้าไทยที่มีศักยภาพทำตลาดในประเทศจีน ได้แก่ 1.สินค้ากลุ่มอาหาร 2.กลุ่มอาหารขบเคี้ยว 3.กลุ่มเครื่องปรุงต่างๆ 4.เครื่องสำอาง 5.กลุ่มสินค้าเพื่อแม่และเด็ก 6.กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ และ 7.กลุ่มบริการท่องเที่ยว
นันทวัน พวงมาลี ผู้อำนวยการฝ่ายงานแสดงสินค้า สมาคมการค้าและการลงทุนอาเซียน-สากล กล่าวว่า การเข้าไปทำตลาดในประเทศจีน จะต้องทำผ่านหน่วยงานของภาครัฐของไทยและของประเทศจีน รวมถึงสมาคมที่มีเครือข่ายเป็นหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นใจในการทำตลาดว่าจะไม่เกิดปัญหา ต่อมาจะต้องศึกษาตลาดให้ชัดเจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีนในแต่ละเมืองจะชื่นชอบสินค้าที่ไม่เหมือนกัน
นอกจากนี้ สินค้าแต่ละประเภทก็มีกำแพงภาษีที่แตกต่างกันตั้งแต่ระดับ 40-70% เอสเอ็มอีไทยจะต้องศึกษามาตรการทางภาษีให้ชัดเจน เพื่อวางแผนทำตลาด กำหนดราคา และบริหารต้นทุนให้ได้
ส่วนเทคนิคการขายสินค้าในจีน จะต้องให้ข้อมูลสินค้าเป็นภาษาจีน มีสินค้าให้ทดลอง การให้นามบัตรและโบรชัวร์สินค้าที่ชัดเจน มีโปรโมชั่นพิเศษ และผู้บริโภคชาวจีนมีพฤติกรรมชอบมุง แสดงให้เห็นว่าสินค้านั้นจะยิ่งขายดี
สินค้าไทยที่มีโอกาสอย่างมากในประเทศจีน ได้แก่ สินค้าผลไม้ ผลไม้แปรรูป และสินค้าหัตถกรรมไทย โดยผลไม้ที่มีโอกาสอย่างมากทั้งทุเรียนสด ทุเรียนทอดกรอบ มังคุด มะม่วงสด และมะม่วงอบแห้ง เป็นต้น กลุ่มหัตถกรรมไทยจะเป็นสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับต่างๆ เป็นต้น
หลินเสี่ยวเหว่ย รองเลขาธิการเทศกาลประชาชนเมืองจ้านเจียง มณฑลกวางตุ้ง วิทยากรจากสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า อยากแนะนำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปทำตลาดในเมืองจ้านเจียง ที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว และเป็นเมืองอุตสาหกรรม โดยสินค้าไทยที่มีศักยภาพเข้าไปทำตลาดมีทั้งสินค้าผลไม้และสินค้ากลุ่มอื่นๆ
ที่ผ่านมาสินค้าไทยที่จะส่งผ่านไปที่จ้านเจียงจะต้องผ่านฮ่องกงหรือเมืองกว่างโจว ที่ต้องใช้ระยะเวลาขนส่ง แต่หากปรับมาขนส่งทางทะเลโดยตรงมาที่เมืองจ้านเจียงจะเป็นโอกาสมหาศาล
อีคอมเมิร์ซในจีนจึงเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่เอสเอ็มอีไทยที่กำลังมองหาตลาดใหม่ในการส่งออกและลงทุนที่น่าสนใจไม่น้อย







