
ผ่าภาษีมรดกในอาเซียน
โดย...เบญจมาศ กุลกัตติมาส
โดย...เบญจมาศ กุลกัตติมาส
ในที่สุดประเทศไทยก็มีการใช้ “ภาษีมรดก” โดยออกมาภายใต้พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ซึ่งจะมีผลบังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับจากวันที่ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ซึ่งได้ลงประกาศแล้วเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2558
ดังนั้น วันที่จะมีผลบังคับใช้คือ 1 ก.พ. 2559 ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกไม่ว่าจะรับมาคราวเดียวหรือหลายคราว หากมีมูลค่ารวมเกินกว่า 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีจากจำนวนเฉพาะที่เกิน 100 ล้านบาท โดยเสียในอัตราร้อยละ 5 กรณีผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดาน
แต่ถ้าผู้ได้รับมรดกเป็นบุคคลอื่นจะต้องเสียในอัตราร้อยละ 10 ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีรวมถึงบุคคลผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินในประเทศไทย
ปัจจุบันบุคคลผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยไม่สามารถถือครองที่ดินในประเทศไทยได้จึงไม่น่าจะมีกรณีการโอนที่ดิน แต่จะบังคับกรณีเป็นทรัพย์สินอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารชุด ยานพาหนะ หลักทรัพย์ หรือเงินฝาก เป็นต้น
ควบคู่มากับภาษีการรับมรดกก็คือ “ภาษีการให้” ซึ่งจะเกิดขึ้นกรณีเป็นการโอนทรัพย์สินให้ในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการวางแผนภาษีโดยการโอนทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดกก่อนที่เจ้าของทรัพย์สินจะเสียชีวิต
ภาษีการให้ไม่มีกฎหมายเฉพาะเหมือนภาษีรับมรดก แต่เป็นการแก้ไขหลักเกณฑ์ภายใต้ประมวลรัษฎากร ซึ่งปัจจุบันประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นเงินได้ที่รับการยกเว้นภาษี ซึ่งได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) ออกมาพร้อมกัน ยกเลิกข้อยกเว้นดังกล่าว และกำหนดให้เงินได้ดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีได้รับเกินกว่าที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร โดยมีผลบังคับใช้พร้อมกับภาษีมรดก
มาดูในอาเซียน ประเทศที่มีภาษีมรดกใช้ในปัจจุบัน คือ “ฟิลิปปินส์” โดยภาษีมรดกจัดเก็บอยู่ในอัตรา ตั้งแต่ร้อยละ 5-20 โดย 200,000 เปโซแรก (ประมาณ 153,000 บาท) จะได้รับยกเว้นภาษี
ในขณะที่อัตราร้อยละ 20 จะใช้กรณีเงินได้เกิน 10 ล้านเปโซ (ประมาณ 7.64 ล้านบาท) บุคคลผู้ที่ไม่มีสัญชาติฟิลิปปินส์จะเสียภาษีในฟิลิปปินส์ ก็เฉพาะกรณีได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินอยู่ในฟิลิปปินส์ เช่นเดียวกัน
ฟิลิปปินส์ก็มีภาษีการให้ โดยอัตราอยู่ที่ร้อยละ 2-15 ยกเว้นการให้มูลค่าที่น้อยกว่า 100,000 เปโซ และอัตราสูงสุดร้อยละ 15 ใช้กรณีการให้ที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านเปโซ
ขณะที่ “เวียดนาม” เก็บภาษีมรดกหรือภาษีการให้ในอัตราร้อยละ 10 สำหรับทรัพย์สินมูลค่าเกิน 10 ล้านด่อง (ประมาณ 15,800 บาท) แต่มีข้อยกวันกรณีเป็นการโอนที่ดินและอาคารระหว่างบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันในครอบครัว เช่น บุพการี หรือผู้สืบสันดาน เป็นต้น
ส่วน สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน เคยมีการใช้ภาษีมรดกแต่ยกเลิกไปแล้ว ส่วนประเทศที่เหลือคือ ลาว กัมพูชา พม่า และอินโดนีเซีย ไม่มีการใช้ภาษีมรดกแต่อย่างไร
ภาษีการรับมรดกและภาษีการให้เป็นเรื่องของแต่ละประเทศ เช่นเดียวกับภาษีเงินได้ประเภทอื่นๆ ที่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนไม่ได้ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ยังคงเป็นเรื่องของนโยบายของแต่ละประเทศ
อย่างสิงคโปร์ ซึ่งเคยมีการใช้ภาษีมรดกแต่ยกเลิกไปในปี 2551 เพราะรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ การเก็บภาษีมรดกซึ่งปกติกรณีต่างชาติจะเสียภาษีกรณีมีทรัพย์สินในประเทศก็อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติลังเลซึ่งขัดกับนโยบายได้
ส่วนประเทศไทย ภาษีมรดกเป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในแผนการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลสอดรับกับวัตถุประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม และขยายฐานภาษีรายได้อย่างยั่งยืน
แม้จะมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถเก็บภาษีมรดกไว้ที่ 3,000 ล้าน/ปี แต่เม็ดเงินภาษีที่จะได้ตรงนี้ก็ขึ้นกับว่าจะมีเศรษฐีระดับเกิน 100 ล้านเสียชีวิตหรือไม่
นอกจากนี้ ตั้งแต่มีข่าวจนถึงมีร่างภาษีมรดกออกมาสิ่งที่ตามออกมาพร้อมกันด้วยก็คือการวางแผนภาษี ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นสาเหตุให้เป้าที่ตั้งไว้ลดลงด้วย
ส่วนใหญ่แล้วภาษีมรดกจะใช้บังคับกับบุคคลที่ไม่มีสัญชาติของเจ้าของประเทศด้วยกรณีได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศนั้นๆ การที่บุคคลจะไปลงทุนในต่างประเทศการพิจารณารูปแบบการลงทุนก็จึงควรจะคำนึงถึงภาษีมรดกที่จะอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตด้วย







