posttoday
กางสูตรแซ่บ ‘ตำมั่ว’ อร่อยไกลถึงเพื่อนบ้าน

กางสูตรแซ่บ ‘ตำมั่ว’ อร่อยไกลถึงเพื่อนบ้าน

25 สิงหาคม 2558

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

เพราะแนวคิดในการทำธุรกิจของ ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เครซี่ สไปร์ซี่ เจ้าของธุรกิจร้านส้มตำแบรนด์ “ตำมั่ว” ที่มองและคิดต่างจากคนอื่น จึงทำให้ร้านส้มตำรสชาติแบบไทยๆ สามารถก้าวออกไปผงาดในตลาดเพื่อนบ้านได้อย่างสง่างาม

จุดเริ่มต้นของ “ตำมั่ว” ย้อนหลังไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ที่ ศิรุวัฒน์ ตัดสินใจลาออกจากงานบริษัทเอเยนซี ซึ่งตอนนั้นเขาเป็นครีเอทีฟทำโฆษณาสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าต่างๆ เขาได้ใช้ความเชี่ยวชาญดังกล่าวมารีแบรนด์ร้านส้มตำซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว นำองค์ความรู้ทั้งหมดที่สะสมมาปรับใช้ หลังจากนั้นก็ปฏิวัติวงการร้านส้มตำด้วยการติดแอร์ เพื่อสร้างจุดเด่นและความต่างให้กับร้าน

นอกจากนี้ ยังได้สร้างแบรนด์ควบคู่ไปกับการทำการตลาด ซึ่ง สิ่งที่ตำมั่วนำมาใช้คือ การเล่นโทนสีขาว ดำ แดง และโลโก้รูปพริกสีแดงเม็ดเดียว เพื่อตอกย้ำแบรนด์ให้จดจำง่ายขึ้น

“จากการสำรวจพบว่า การทำร้านส้มตำติดแอร์สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองได้ดีมากขึ้น เพราะพฤติกรรมคนรุ่นใหม่มักใช้เวลาอยู่ในห้างที่เปิดแอร์เย็นๆ และส้มตำก็เป็นอาหารใกล้ตัว ประกอบกับการตั้งราคาขายที่ไม่แพงนัก จึงทำให้ได้รับการตอบรับที่ดี” ศิรุวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำให้วันนี้ตำมั่วมีทั้งหมด 70 สาขา กระจายอยู่ทั้งในประเทศและขยายไปถึง 3 ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ได้แก่ สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา พร้อมทั้งแตกไลน์ใหม่เพิ่มคือ “เฝอ” เพื่อตอบโจทย์และเติมเต็มช่องว่างของผู้บริโภคที่มีอยู่

สำหรับแบรนด์ “เฝอ” ปัจจุบันเริ่มเข้าไปทำตลาดในลาวและเมียนมาแล้ว รวมทั้งหมด 10 สาขา และตั้งเป้าจะขยายสาขาเพิ่มเป็น 15 สาขา ภายในสิ้นปีนี้ โดยแบรนด์นี้จะเน้นขายอาหารจานเดียว จานด่วนอย่างก๋วยเตี๋ยวและข้าวมันไก่ เน้นเจาะตลาดระดับกลางและ
กลุ่มนักท่องเที่ยวและคนต่างชาติที่เข้าไปทำงานที่นั่น เพราะจากการสำรวจพบว่า พฤติกรรมผู้บริโภคต้องการอาหารมาทำเร็ว กินง่าย และสะอาด

“ตลาดเพื่อนบ้านตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2562 ตลาดลาวจะต้องมีทั้งหมด 10 สาขา จากปัจจุบันมีเพียง 1 สาขา (ตำมั่ว) ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะมียอดขายสูงสุดในกลุ่มอาเซียนมียอดขายอยู่ที่ 5 ล้านบาท/เดือน ส่วนที่เมียนมาตั้งเป้าที่จะมีทั้งหมด 5 สาขา จากตอนนี้มีอยู่ 2 สาขา (ตำมั่วและเฝอ) และจะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขา ในช่วงสิ้นปีนี้ สำหรับยอดขายที่เมียนมาเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 2 ล้านบาท และที่กัมพูชา ตำมั่ว สาขาแรกกำลังจะเปิดในเดือน ก.ย.นี้ จากเป้าที่ตั้งไว้ 10 สาขา” ศิรุวัฒน์ ฉายภาพโครงการอนาคตให้เห็น

เจ้าของแบรนด์ตำมั่วบอกอีกว่า มีผู้สนใจจากทุกชาติในอาเซียนติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งเขาจะต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป โดยแนวคิดทำธุรกิจของตัวเองคือจะลงทุนทำร้านเองไม่เกิน 10% ของจำนวนสาขาทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะเป็นการขายแฟรนไชส์

ขณะที่เป้าหมายสูงสุดของธุรกิจที่วางไว้คือ ตำมั่วจะต้องโกอินเตอร์ไปไกลถึงต่างทวีปอย่างออสเตรเลียและยุโรปให้ได้ เพราะต้องการสร้างแบรนด์ตำมั่วให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล หลังไปเจาะตลาดอาเซียนจนประสบความสำเร็จมาระดับหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ดี หากให้เปรียบเทียบความยากง่ายของการทำตลาดในแต่ละประเทศ ศิรุวัฒน์ มองว่า ตลาดในประเทศไทยยากที่สุด เพราะมีคู่แข่งในตลาดจำนวนมาก อีกทั้งการจะทำให้คนที่กินส้มตำเป็นอยู่แล้ว หันมากินรสชาติสไตล์ของตำมั่วก็เป็นเรื่องยาก ขณะเดียวกัน ถ้าให้มองถึงตลาดที่มีอนาคตคงจะอยู่ในกลุ่มตลาดเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวีที่ยังไม่มีใครทำ

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ตำมั่วประสบความสำเร็จคือ การใช้ยุทธศาสตร์แบบ Inside Out คือ การนำสินค้าของเราไปนำเสนอตลาด ไม่ใช่ผลิตสินค้าที่ต้องวิ่งตามตลาด ซึ่งการใช้วิธีนี้จะทำให้สามารถเลือกกลุ่ม
เป้าหมายที่เป็นกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (นิช มาร์เก็ต) ได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้าและแบรนด์ด้วย

“อาหารของเราจะมีรสชาติแบบไทยๆ ไม่ได้ปรับรสชาติให้เข้ากับความชอบของคนในประเทศต่างๆ แต่เราเน้นขายเอกลักษณ์ของตำมั่ว เรายังไม่ได้ขยายสาขาในต่างประเทศมากนัก เพราะยังมีข้อจำกัดเรื่องพนักงานที่จะต้องมีคนไปเทรนการปรุงอาหารให้ได้รสชาติแบบตำมั่ว รวมถึงการบริการต้องได้มาตรฐานของเราด้วย”ศิรุวัฒน์ อธิบาย

สุดท้าย ศิรุวัฒน์ ฝากบอกว่า โอกาสในการทำธุรกิจมีอยู่ทุกที่ ทุกภาวะ และทุกตลาด อยู่ที่ว่าใครจะหาเจอ และหาเอกลักษณ์ให้กับสินค้านั้นได้ว่ามีความแตกต่างจากของเดิมที่มีอยู่ในตลาดอย่างไร เพราะถ้าเป็นสินค้าที่ไม่ได้ก๊อบปี้ใครมา นั่นหมายความว่าสำเร็จแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่ก๊อบปี้มาก็หมายความว่าธุรกิจเราจะต้องเดินตามหลังคนอื่นไป 1 สเต็ปเสมอ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน