
กระทรวงอุตฯนัดถก10โครงการหาทางออกบัญชีกิจการรุนแรง
กระทรวงอุตฯเชิญ 10 โครงการเข้าข่ายกิจการรุนแรง หารือผลกระทบ ข้อเสนอแนะการไม่ประกาศกิจการรุนแรง ด้านอดีตกรรมการ 4 ฝ่าย แนะทยอยประกาศเฉพาะกิจการ
กระทรวงอุตฯเชิญ 10 โครงการเข้าข่ายกิจการรุนแรง หารือผลกระทบ ข้อเสนอแนะการไม่ประกาศกิจการรุนแรง ด้านอดีตกรรมการ 4 ฝ่าย แนะทยอยประกาศเฉพาะกิจการ
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 ก.ค. 2553 จะเชิญบริษัทที่คาดว่าจะติดปัญหามาตรา 67 วรรค 2 ในมาบตาพุด และน่าจะอยู่ในบัญชีรายชื่อกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงประมาณ 10 กว่าบริษัทขนาดใหญ่มาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในประเด็นการประกาศบัญชีกิจการรุนแรง หลังจากที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติตีกลับให้ไปทบทวนใหม่
ขณะนี้แนวทางอาจเป็นไปได้ทั้งการประกาศรายชื่อกิจการรุนแรง และการไม่ออกประกาศ เนื่องจากที่ผ่านมาหลายฝ่ายคิดว่าหากประกาศรายชื่อกิจการออกมาแล้วจะช่วยคัดกรองกิจการที่ถูกสั่งระงับชั่วคราวในมาบตาพุดได้ และสร้างความชัดเจนให้แก่ผู้ประกอบการได้ แต่การประกาศดังกล่าวจะมีผลต่อโครงการทั่วประเทศ ที่ได้รับการอนุญาตหลังจากรัฐธรรมนูญปี 2550 มีผลบังคับใช้ด้วย ซึ่งอาจะส่งผลให้โครงการจำนวนมากต้องมาเข้าระบบการดำเนินการตามมาตรา 67 วรรค 2 จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในระยะยาว
"การประกาศรายชื่อกิจการรุนแรงอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้จบ จึงต้องการหารือกับผู้ประกอบการที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงว่า หากประกาศรายชื่อกิจการออกมาแล้วกระบวนการที่ต้องทำเป็นอย่างไร และขณะนี้ได้ทำไปถึงจุดไหนแล้ว หรือหากไม่ประกาศผลจะเป็นอย่างไร เพื่อนำข้อมูลไปนำเสนอต่อไป"นายพุทธิพงษ์ กล่าว
ด้าน นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อดีตกรรมการในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุดที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน กล่าวว่า การที่นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นชอบให้กลับไปศึกษาประกาศรายชื่อกิจการรุนแรงใหม่โดยจะใช้เวลา 2 เดือน ที่ผ่านมาคณะกรรมการ 4 ฝ่ายก็ก็ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายแล้ว หากมีการศึกษาใหม่ไปเรื่อยๆ จะไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นประเภทกิจการที่ชัดเจนแล้วควรจะประกาศออกมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนไทย
“เราได้ทำหน้าที่ 8 เดือนและยุติบทบาทไปแล้วโดยได้ให้ความเห็นประเภทกิจการไว้หมดอย่างละเอียดซึ่งก็ต้องยอมรับว่าไม่สามารถจะเห็นตรงกันได้ 100% แต่ได้จัดขนาดและสถานที่ตั้งโรงงาน และเทคโนโลยีเป็นมาตรฐานที่ยอมรับสุดมากำหนด ซึ่งเรื่องนี้ท่านอานันท์ ปันยารชุนเองก็ได้ย้ำกับนายกฯว่าข้อเสนอแนะเห็นต่างได้แต่จะเป็นข้อเสียหายถ้าหากไม่มีข้อยุติ”นายเดชรัตน์กล่าว
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ระยะเวลาศึกษา 2 เดือนนั้นเห็นว่าค่อนช้าเกินไปหากเห็นต่างในบางกิจการก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้โดยควรจะทยอยประกาศเพื่อความชัดเจน และระหว่างนี้เพื่อให้เร็วขึ้นอาจให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยข้อร้องเรียนกิจการตีความควบคู่กันไปซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน
แหล่งข่าวจากส.อ.ท.กล่าวว่า เอกชนต้องการเห็นความชัดเจนการประกาศประเภทกิจการรุนแรงเพื่อเป็นกรอบในการวินิจฉัยว่ากิจการใดรุนแรงหรือไม่อย่างไร จึงไม่เห็นด้วยหากไม่มีการประกาศกิจการออกมา การศึกษาเพิ่มเติม 2 เดือนส่งผลให้ปัญหามาบตาพุดกลับไปสู่จุดแห่งความคลุมเคลืออีกครั้งซึ่งรัฐควรจะให้เหตุผลว่าศึกษาเพิ่มเติมเพราะสาเหตุใด







