
ธุรกิจสีฝ่าปัจจัยลบ เดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
อุตสาหกรรมสีถือเป็นหนึ่งในวัสดุที่มีความสำคัญกับการก่อสร้าง มูลค่าของธุรกิจเมื่อนับรวมสีทุกประเภทนั้น ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท/ปี ในจำนวนดังกล่าวหากนับเฉพาะมูลค่าสีทาอาคารนั้น มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท การจะผลักดันให้อุตสาหกรรมสีไทยมีความเข้มแข็งได้นั้น สิ่งสำคัญประการหนึ่ง คือ การรวมตัวกันในนามสมาคมผู้ผลิตสีไทย
วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ นายกสมาคมผู้ผลิตสีไทย และรองประธานบริหาร บริษัท เบเยอร์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีเบเยอร์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมสีไทยนั้นเริ่มมีบทบาทมากขึ้น หลังจากที่ได้รวมตัวกันก่อตั้งเป็นสมาคมผู้ผลิตสีไทย ตั้งแต่เมื่อปี 2543 ทำให้อุตสาหกรรมเริ่มมีบทบาทและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะจากหน่วยงานภาครัฐในการออกกฎหมายต่างๆ เพื่อมาควบคุม หรือมีแนวทางให้ผู้ประกอบการสีปฏิบัติตามนั้น จะดึงสมาคมผู้ผลิตสีไทยเข้าไปมีส่วนร่วม
“ผมเริ่มจากการเป็นสมาชิก และเป็นอุปนายกสมาคมมานาน 8 ปี จนเมื่อกลางปี 2557 ได้รับตำแหน่งนายกสมาคม ปัจจุบันมีสมาชิกสามัญ 44 บริษัท ที่เป็นบริษัทผู้ผลิตสี และสมาชิกวิสามัญ 41 บริษัท ที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบในการผลิตสี ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบการที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมสีไทยมากถึง 85% ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการที่มีธุรกิจขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอี ที่ต้องพยายามรักษาไว้” วรวัฒน์ กล่าว
ในอดีตทางสมาคมได้ปกป้องผู้ประกอบการเริ่มตั้งแต่เรื่องข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ)เพื่อให้ผู้ประกอบการสีสามารถแข่งขันได้ในตลาดอาเซียน การให้เครื่องหมายฉลากเขียว การร่วมร่างกฎหมายมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อลดสารตะกั่วในสี กฎหมายฉบับดังกล่าวจะออกในเดือน ต.ค. 2558 โดยจะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้นเป็นระยะเวลา 1 ปี บังคับใช้กับสีน้ำมันอัลคิด ที่มีส่วนผสมของทินเนอร์สำหรับใช้ในงานโครงสร้างอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมยานยนต์ การทาเพื่อป้องกันสนิม เป็นต้น ซึ่งสารตะกั่วจะต้องเหลือ 100 ส่วนใน 1 ล้านพีพีเอ็ม จากเดิมมาตรฐานดังกล่าวนั้นเป็นแบบภาคสมัครใจ
นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญคือภาวะโลกร้อนกลายเป็นปัญหาระดับโลก ที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อน จึงเป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ในฐานะผู้ผลิต สมาคมผู้ผลิตสีไทยจึงได้ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ได้เน้นการให้
ความรู้ผู้ประกอบการเพื่อประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ หรือช่องทางตลาดสีเขียวของอุตสาหกรรมสีเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสีเห็นความสำคัญของการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับใช้เป็นแนวทางการปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยเพิ่มขีดความสามารถของสินค้าไทยในตลาดโลกได้อีกทางหนึ่งด้วย
สำหรับคาร์บอนฟุตพรินต์ คือตัวชี้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขน ส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลัง ใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพรินต์ ที่ติดบนสินค้าเป็นการแสดงข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ทราบว่า ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาปริมาณเท่าใด
แนวทางดังกล่าวจะช่วยใน การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น และติดฉลากลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ หรือฉลากลดโลกร้อน ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นสีทองที่รับรองผลิตภัณฑ์ที่มีการปรับปรุงกระบวนการผลิต จนลดก๊าซเรือนกระจกตามเกณฑ์ที่กำหนด เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการที่ทางสมาคมเน้นให้ความรู้กับผู้ประกอบการ
ขณะที่ภาพรวมของธุรกิจสีในปีนี้ คาดว่าจะทรงตัวจากปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ ผู้บริโภคระดับรากหญ้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้ ครัวเรือนและราคาสินค้าภาคการเกษตรที่ตกต่ำ จึงต้องตัดรายจ่ายออกไป ซึ่งสีทาอาคารถือว่าเป็นตัวเลือกแรกที่ผู้บริโภคจะต้องตัดออกไป เพราะมองว่ายังไม่จำเป็นที่จะต้องใช้
“ผลจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้ธุรกิจสีได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการชะลอคำสั่งซื้อจากภาคเอกชน แต่ยังดีว่างานโครงการต่างๆ ของภาครัฐจะเริ่มทยอยออกมาให้เห็นมากขึ้น ผู้ประกอบการก็พยายามปรับตัวไปหาตลาดใหม่ นอกจากนี้ผลกระทบที่เกิดกับผู้ประกอบการในเวลานี้ คือ ปัญหาเช็คเด้งที่เกิดจากผู้แทนจำหน่ายรายย่อย เนื่องจากไม่สามารถตามเก็บเงินได้จากผู้รับเหมารายย่อย เป็นต้น จึงเป็นปัญหาที่ตามมาเป็นลูกโซ่” วรวัฒน์ กล่าว อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาจะเห็นผู้ประกอบการแข่งขันกันมากขึ้นทางด้านราคา แต่จะทำได้เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีกำลังการผลิตสูง แต่กลยุทธ์การทำตลาดของบริษัท เบเยอร์ นั้นจะพยายามหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าประเภทบีทูบี ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขาย รวมกับตลาดส่งออก 10% อีก 90% เป็นการค้าปลีกผ่านตัวแทนจำหน่าย
อีกทั้งจะต้องเน้นการบริหารต้นทุนและการขนส่งให้ดี แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกนั้นจะปรับตัวลดลงอย่างมาก แต่ก็ไม่ทำให้สามารถลดราคาลงได้ เนื่องจากขั้นตอนการผลิตสีนั้นมีวัตถุดิบต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ยิ่งในช่วงเวลานี้เงินบาทนั้นอ่อนค่าลงอย่างมาก จึงทำให้สีจะต้องปรับราคาขายขึ้นอย่างน้อย 5-10%
สำหรับในปีนี้บริษัทตั้งเป้า ยอดขายไว้ 4,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้ปรับเป้าขายใหม่ และเชื่อว่าจะสามารถทำยอดขายได้ใกล้เคียงกับที่ตั้งไว้ เนื่องจากเชื่อว่าในช่วงไตรมาส 4 ของปีตลาดจะปรับตัว ดีขึ้น จากในช่วงไตรมาส 3 ที่เป็น ช่วงของฤดูฝนปริมาณการใช้งานจึงลดลง
“ทุกธุรกิจย่ำแย่หมด ไม่เว้นแม้แต่ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยอดขายยังซบเซาเลย เวลานี้ต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาล ว่าต้องเร่งเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะธุรกิจจะเดินหน้าได้นั้นจะต้องได้แรงผลักดันจากภาครัฐ โดยเฉพาะการอัดงบลงทุนเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจะทำให้เกิดการหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ราคาสินค้าเกษตรกรรม ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบองค์รวม ทั้งนี้ภาคเอกชนไม่ได้ต้องการรัฐบาลที่ดีที่สุด แต่ต้องการให้การเมืองนิ่ง ธุรกิจจึงจะสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี” วรวัฒน์ กล่าว
เหล่านี้คือแนวคิดของผู้ประกอบการธุรกิจสี ที่รวมตัวกันเพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมสีเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนจากเศรษฐกิจและการเมือง







