
ภาษีน้ำมันกทม.
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2558 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงนามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดเก็บภาษีบำรุงกรุงเทพมหานครสำหรับน้ำมันเบนซินและน้ำมันที่คล้ายกัน น้ำมันดีเซลและน้ำมันที่คล้ายกัน และก๊าซปิโตรเลียมจากสถานการค้าปลีก พ.ศ. 2558 โดยจะเก็บในอัตราลิตรละ 5 สตางค์ และกำหนดให้สถานบริการน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต้องยื่นแบบแสดงปริมาณการใช้น้ำมัน พร้อมชำระภาษีต่อเจ้าหน้าที่เขตภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2558 นั้น เป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2558 ที่ให้อำนาจผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไว้
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2558 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงนามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดเก็บภาษีบำรุงกรุงเทพมหานครสำหรับน้ำมันเบนซินและน้ำมันที่คล้ายกัน น้ำมันดีเซลและน้ำมันที่คล้ายกัน และก๊าซปิโตรเลียมจากสถานการค้าปลีก พ.ศ. 2558 โดยจะเก็บในอัตราลิตรละ 5 สตางค์ และกำหนดให้สถานบริการน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต้องยื่นแบบแสดงปริมาณการใช้น้ำมัน พร้อมชำระภาษีต่อเจ้าหน้าที่เขตภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 2558 นั้น เป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2558 ที่ให้อำนาจผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไว้
ที่ผ่านมาจังหวัดอื่นจัดเก็บภาษีน้ำมันในอัตราลิตรละ 10 สตางค์ มานานแล้ว แต่ในกรุงเทพมหานครยังไม่มีการจัดเก็บ การจัดเก็บภาษีน้ำมันโดยมีสถานบริการน้ำมันทั้งหมดในกรุงเทพมหานครประมาณ 800 แห่ง จะทำให้กรุงเทพมหานครมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 500 ล้านบาท
แต่เมื่อกรุงเทพมหานครจัดเก็บภาษีน้ำมัน ย่อมทำให้ราคาน้ำมันในกรุงเทพมหานครแพงขึ้น เพราะคงไม่มีผู้ประกอบการสถานบริการน้ำมันหรือบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันรายไหนจะแบกรับภาระนี้ไว้เอง เป็นธรรมดาที่ต้องผลักภาระภาษีนี้ให้แก่ผู้บริโภคซึ่งเป็นชาวกรุงเทพมหานคร
ความจริงกรุงเทพมหานครเคยมีแนวความคิดจะเก็บภาษีน้ำมันลิตรละ 5 สตางค์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 แล้ว แต่ยกเลิกไป เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจในขณะนั้นไม่ดี แต่การที่จะเก็บภาษีน้ำมันในคราวนี้ น่าจะผิดที่ผิดเวลา เพราะสภาพเศรษฐกิจแย่ยิ่งกว่าเมื่อปี พ.ศ. 2552 เสียอีก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ทำไมไม่ใช้เหตุผลเดียวกันกับที่ใช้เมื่อปี พ.ศ. 2552 ในคราวนี้
ขณะนี้ปัญหาของชาวกรุงเทพมหานครที่พบอยู่เป็นประจำก็ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติดการจราจรที่ติดขัด น้ำท่วมขังหลังฝนตกหนักเพราะระบายไม่ทัน การจัดเก็บขยะ และสารพันปัญหาอีกมากมาย
หากกรุงเทพมหานครจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกปีละ 500 ล้านบาท เพื่อมาให้บริการสาธารณะ ในขณะที่กรุงเทพมหานครเองก็ใช้งบประมาณในการบริหารจัดการและให้บริการประชาชนถึงปีละ 6.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็มาจากภาษีอากรของประชาชนกรุงเทพมหานครจึงน่าจะมีรางวัลปลอบใจชาวกรุงเทพมหานครที่ต้องรับภาระค่าครองชีพเพิ่ม
เป็นต้นว่า ยกเลิกแผนขึ้นค่าจัดเก็บขยะจาก 20 บาท เป็น 150 บาท/บ้าน ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 750 ในคราวเดียวกัน และควรให้การจัดเก็บขยะเป็นแบบแยกประเภทขยะ เช่น ขยะที่นำกลับมาใช้ได้อีกหรือรีไซเคิล ขยะเปียก ขยะแห้ง เศษอาหาร ทั้งที่ขณะนี้สถานที่หลายแห่ง รวมทั้งสถานที่อยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานครอยู่แล้ว เช่น อาคารบางแห่ง สวนสาธารณะหลายๆ แห่งได้จัดแยกประเภทขยะไว้
แต่เมื่อกรุงเทพมหานครมาจัดเก็บขยะก็นำขยะทุกประเภทมาเทรวมกัน การแยกประเภทขยะก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร แสดงว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครยังเป็นแบบต่างคนต่างทำ
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครควรเตรียมการรับมือกับหน้าฝนไว้ล่วงหน้า เช่น ลอกท่อระบายน้ำ และซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำไว้ให้พร้อมใช้งาน ไม่ใช่ว่าพอฝนตกหนักก็น้ำท่วมขังระบายน้ำไม่ทัน เพราะไม่ได้วางแผนการและเตรียมตัว ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกลับออกมาให้สัมภาษณ์แบบไม่ได้ใจชาวกรุงเทพมหานคร จนถูกวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วอย่างนี้ยังมีแก่ใจจะเก็บภาษีน้ำมันทำให้ชาวกรุงเทพมหานครต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นไปได้อย่างไร







