posttoday
เอาผิดไทยคม หมากเกมนี้รอครม.ชี้ชะตา

เอาผิดไทยคม หมากเกมนี้รอครม.ชี้ชะตา

12 กรกฎาคม 2553

เรื่องนี้ “ใหญ่” เกินกว่าที่ไอซีทีจะรับผิดชอบได้ แม้จะเป็นเจ้าของสัมปทานก็ตาม เนื่องจากไทยคมเป็นสัมปทานที่มีความเกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนสิงคโปร์

เรื่องนี้ “ใหญ่” เกินกว่าที่ไอซีทีจะรับผิดชอบได้ แม้จะเป็นเจ้าของสัมปทานก็ตาม เนื่องจากไทยคมเป็นสัมปทานที่มีความเกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนสิงคโปร์

โดย...ทีมข่าวธุรกิจตลาด

วันที่ 14 ก.ค.นี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะสรุปผลว่าท้ายที่สุดแล้วทาง บริษัท ไทยคม ผู้ให้บริการดาวเทียมไทยคมและไอพีสตาร์จะต้องดำเนินการอย่างไร หลังจากที่ทางคณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนได้ผลสรุปเบื้องต้น 3 ประเด็น คือ

1.ต้องการให้ไทยคมยิงดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 แทนการใช้ดาวเทียมไอพีสตาร์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 2.คืนเงินประกันมูลค่า 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ได้รับจากการปลดระวางไทยคม 3 ให้กระทรวงไอซีที และ 3.พิจารณาเรื่องการลดสัดส่วนการถือหุ้นของคนไทยจาก 51% เหลือ 40% ว่าควรจะเห็นชอบตามรัฐบาลชุดที่ได้อนุมัติไว้ หรือให้ไทยคมขยับสัดส่วนการถือหุ้นกลับมาที่ 51% เท่าเดิม

ทั้งหมดนี้ ยังต้องรอความเห็นจากคณะกรรมการคู่ขนานที่ จุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที คนใหม่ตั้งขึ้นให้ทำงานไปพร้อมกับคณะกรรมการมาตรา 22 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ทาง ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีต รมว.ไอซีที ได้ตั้งคณะกรรมการมาแล้ว 1 ชุด ซึ่งมี พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีทีเป็นประธาน แต่ผลสรุปที่ได้จากกรรมการชุดดังกล่าว กลับไม่มีการเสนอแนวทางว่า ไทยคมควรจะต้องดำเนินการอย่างไร ทำให้ต้องมีการตั้งกรรมการชุดคู่ขนานขึ้นมาทำงานซ้ำอีกรอบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากยึดตามคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำวินิจฉัยไว้ บริษัท ไทยคม มีความผิดใน 3 ประเด็น คือ การลดสัดส่วนการถือหุ้นโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) การเปลี่ยนเทคโนโลยีดาวเทียมสำรองจากดาวเทียมบรอดคาสต์ มาเป็นดาวเทียมเพื่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ส่งผลให้ดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ กลายเป็นดาวเทียมนอกสัญญา เพราะคุณสมบัติไม่ตรงตามสัญญา รวมถึงการไม่คืนเงินประกันที่ได้รับจากการปลดระวางไทยคม 3 ให้กับกระทรวงไอซีที

ไม่ว่าทางคณะกรรมการมาตรา 22 จะยึดตามคำพิพากษาของศาล และมีความเห็นว่าไทยคมไม่ปฏิบัติตามสัญญา พร้อมทั้งเสนอแนวทางการดำเนินการต่างๆ ไว้อย่างไรก็ตามแต่ แต่สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งและเป็น “ประเด็น” ที่ไทยคม “ยึดมั่น” และ “มั่นใจ” อย่างยิ่งว่าไม่ได้กระทำผิดตามที่คณะกรรมการมาตรา 22 ระบุ นั่นก็คือ

เอกสารแนบท้ายสัญญา!!

เอกสารแนบท้ายสัญญานี้ คือ “กำแพงหิน หุ้มใยเหล็ก” ที่บริษัท ไทยคม มั่นใจว่าจะใช้|เป็นข้ออ้างในการ “ต่อสู้” กับรัฐบาล

ทั้งนี้ เพราะเอกสารแนบท้ายสัญญาที่ไทยคมมีนั้น คือ เอกสารที่กระทรวงไอซีทีในรัฐบาลชุดก่อนๆ ให้ความเห็นชอบ ซึ่งเท่ากับว่า “ยินยอม” ในการแก้ไขสัญญาต่างๆ ตามที่ไทยคมขอมา และกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ไทยคมหยิบยกขึ้นมาโต้ได้ตลอดกาลว่า “ไทยคม ไม่เคยทำอะไรผิด”

ทำให้การเคลื่อนไหวของรัฐบาลเกี่ยวกับการเอาผิดไทยคม ไม่ว่าจะเป็นการยึดคืนสัมปทานหรือการซื้อไทยคม คืนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ อย่างที่รัฐบาลคิดไว้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม แนวทางที่รัฐบาลต้องการให้ไทยคมปฏิบัตินั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะ อารักษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานเจ้าหน้าที่คณะ|ผู้บริหาร ไทยคม กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการให้เรื่องทุกอย่างจบด้วยการให้ไทยคมดำเนินการใน 3 ข้อที่กล่าวมา ไทยคมก็พร้อมที่จะเจรจากับรัฐบาลเพื่อหาทางออกในจุดที่เหมาะสมที่สุด

ทั้งนี้ เพราะการยิงดาวเทียมสำรองอาจ|ไม่ใช่เรื่องจำเป็นในขณะนี้ ที่ทั้งดาวเทียมไทยคม 4 และไทยคม 5 ยังสามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ และดาวเทียมที่มีอยู่นั้นมีคุณสมบัติที่ดีกว่าดาวเทียมสำรองที่รัฐบาลต้องการให้ยิงขึ้นไป ซึ่งเท่ากับว่าหากยกเลิกดาวเทียมดวงปัจจุบัน แต่ไปใช้ดาวเทียมสำรองที่รัฐบาลต้องการให้ยิง ผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับนั้นก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย

ส่วนเรื่องการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของคนไทยนั้น ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการของ ชิน คอร์ปอเรชั่น อารักษ์ ยืนยันว่าไม่มีปัญหาหากรัฐบาลต้องการเช่นนั้นจริง กลุ่มชินก็พร้อมจะซื้อหุ้นดังกล่าวกลับมาในสัดส่วนเท่าเดิมคือ 51% ขณะที่เรื่องเงินประกันนั้นสามารถทำเรื่องคืนได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วเงินดังกล่าวก็กลับมาเป็นของไทยคมอยู่ดี

อารักษ์ เชื่อว่า หากรัฐบาลจะทำทุกอย่างที่ยึดผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก เรื่องจึงจะไม่บานปลายถึงขั้นเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตซึ่งการเจรจาระหว่างกันน่าจะเป็นทางออกที่ดี|ที่สุดมากกว่าที่จะตัดสินว่าไทยคมผิดสัญญา ทั้ง|ที่ความเป็นจริง ไทยคมดำเนินการตามเอกสารทุกขั้นตอน

ประเด็นที่สำคัญ คือ ผู้ที่ทำผิดไม่ใช่ “ไทยคม” แต่เป็นบุคคลของภาครัฐในสมัยนั้นที่เป็นคนละชุดกับสมัยนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นรัฐบาลควรจะเดินหน้าเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่าที่จะมากำหนดให้เอกชนดำเนินการตามความเห็นของรัฐบาลชุดนี้ โดยที่ไม่มีสิ่งใดการันตีได้ว่า แนวทางดังกล่าวถูกต้องแล้วจริงๆ เพราะไม่เช่นนั้น ทุกอย่างก็จะยังคงอยู่ในวังวนเดิมๆ แบบไร้ทางออก

เรื่องนี้ จุติ ไกรฤกษ์ เจ้ากระทรวงไอซีที ซึ่งเป็นผู้รับเผือกร้อนในครั้งนี้รู้ดีว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะเอาผิดกับไทยคม เนื่องจากไทยคมทำทุกอย่างตามที่ได้รับการอนุมัติจากไอซีทีในยุคก่อน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องโยนเรื่องทั้งหมดให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

เพราะเรื่องนี้ “ใหญ่” เกินกว่าที่ไอซีทีจะรับผิดชอบได้ แม้จะเป็นเจ้าของสัมปทานก็ตาม เนื่องจากไทยคมเป็นสัมปทานที่มีความเกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนสิงคโปร์อย่าง เทมาเซก ซึ่งทำให้กลายเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเรื่องความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ จึงจำเป็นต้องให้ ครม. เป็นผู้ตัดสินอนาคตด้วยตัวเอง

ภาระจึงตกหนักอยู่กับรัฐบาลที่ต้องเป็นผู้ตัดสินว่าจะจบหมากเกมนี้อย่างไร

แต่เชื่อว่า งานนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีสิทธิอาจซื้อเวลาเรื่องนี้ออกไปโดยการตีเรื่องกลับไปให้ไอซีทีศึกษาในรายละเอียดอย่างละเอียดอีกครั้ง และการยึดคืนไทยคมก็จะกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่งที่ค่อยๆ เงียบหายไปในที่สุด

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน