
จับตากดค่าเงินหยวนยาว ชี้บาทอ่อนตามไม่ได้อานิสงส์
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า เงินหยวนมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของปีและยังเป็นปัจจัยที่จะต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนและผลกระทบต่อการดําเนินนโยบายการเงินและเศรษฐกิจของประเทศสําคัญๆ
ทั้งนี้ แม้ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงตามทิศทางของเงินหยวน แต่ก็มีข้อจำกัดต่อการส่งออกอยู่เช่นกัน เพราะสกุลเงินในประเทศคู่ค้าและคู่แข่งก็อ่อนค่าตามไปด้วย โดย สศช.ระบุว่า แม้ค่าเงินบาทในเดือน ก.ค.ปีนี้ จะอ่อนลงมาถึง 4.3% เมื่อเทียบกับต้นปี 2557 แต่ก็เป็นการอ่อนค่าพร้อมๆ กับสกุลเงินในประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง โดยในช่วงเดียวกันค่าเงินยูโร เงินเยน และเหรียญออสเตรเลีย อ่อนค่าลง 23.8% 18.8% และ 19.6% ตามลำดับ ในขณะที่ค่าเงินริงกิตมาเลเซียและรูเปียห์อินโดนีเซียอ่อนค่าลง 15.1% และ 9.8%
การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินในประเทศสําคัญๆ ดังกล่าว ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก จึงทําให้การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงมีข้อจํากัดในการสนับสนุนการฟื้นตัวของปริมาณการส่งออก ส่วนข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดเจน คือมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการอ่อนค่าของเงินบาท ซึ่งจะทําให้รายรับและสภาพคล่องในรูปเงินบาทของผู้ประกอบการปรับตัวดีขึ้นเท่านั้น
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคมและเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การประกาศลดค่าเงินหยวนของจีนว่ายังไม่น่าจะกระทบกับค่าเงินและการส่งออกของไทยมาก โดยค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลง 2-3% ยังตามหลังไทยอยู่ที่อ่อนค่าลง 7%
“การลดค่าเงินหยวนของจีนเนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ตามปกติจีนสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ด้วยการก่อสร้าง การลงทุน แต่ส่วนดังกล่าวเป็นผลระยะยาว แต่หากการส่งออกชะลอตัวลง ขยายตัวอัตราต่ำลงไปเรื่อยๆ จะมีปัญหาแน่นอน เพราะเม็ดเงินจากการส่งออกจะจ่ายให้กับประชาชนและแรงงานได้ทันที ส่วนนี้จึงต้องลดค่าเงินหยวนลง ทั้งนี้ จีนคงไม่ต้องการให้เงินหยวนอ่อนค่าไปมากกว่านี้ เนื่องจากต้องการสร้างเสถียรภาพการเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ” อาคม กล่าว
ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลจากการลดค่าเงินหยวนของจีนกระทบทั่วโลก แต่คาดว่าผลกระทบต่อไทยจะไม่มาก เพราะค่าเงินอ่อนลงมาเหมือนกัน ดังนั้นต้องพยายามที่จะสร้างสมดุลระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสินค้าไทยทีมีคุณภาพจะยังส่งออกได้เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะสินค้าไทยเป็นที่ยอมรับทั่วโลก
ขณะที่ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนกังวลคือ เกรงว่าค่าเงินหยวนจะไหลจะไปถึง 10% ซึ่งจะวุ่นวายไปทั้งโลก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เอกชนทำก็คือพยายามทำระบบกาลักน้ำเพราะในส่วนของเงินยูโรและเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเพราะเศรษฐกิจดีขึ้นช่วยทำให้เอกชนสามารถกระจายความเสี่ยงได้
“สินค้าเกษตรกระทบมาก ข้าวหาย ยางหาย แต่ที่กระทบมากกว่าคือสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเอกชนคงไม่เสนอหรือเรียกร้องอะไร เพราะก่อนหน้าช่วงต้นปีขอให้รัฐทำให้ค่าเงินอ่อนเพื่อช่วยเรื่องการส่งออก ก็ไม่ทำน่าเสียดายมากในช่วงนั้น อย่างไรก็ตาม ยางพาราผลกระทบคงลดลงเพราะรัฐบาลเริ่มเดินมาถูกทางที่จะแปรรูปในประเทศเพิ่ม” นายพจน์ กล่าว
ด้าน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ไม่กังวลหากธนาคารกลางบางประเทศออกมาปกป้องเศรษฐกิจของตัวเอง ด้วยการใช้นโยบายค่าเงินหรือลดค่าเงินให้อ่อนค่าลงนั้น เพราะมีมาตรการรับมือแล้ว
“ในการรับมือกับภาวะเช่นนี้ เราก็มีเครื่องไม้เครื่องมือ ด่านแรก คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นเป็นตัวช่วย ด่านที่สอง เรามีนโยบายมหภาคของตลาดเงินมาช่วย มีการเปิดเผยข้อมูลเป็นระยะๆ ก็ช่วย ด่านที่สาม เครื่องมือที่มีในปัจจุบันมีมากกว่าในอดีต อีกทั้งยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงพอควร และมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่สามารถปรับใช้ได้ ดังนั้น เราจึงมีชุดเครื่องมือที่ผสมผสานใช้ได้ในเวลาฉุกเฉิน” ประสาร กล่าว
ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากได้ติดตามการเคลื่อนไหวค่าเงินหยวนมาตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. และได้หารือกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยกัน สรุปว่าเป็นกลไกการทำงานปกติ ไม่ได้เป็นความตั้งใจจะใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ และไม่ได้กระทบกับความสามารถในการส่งออกของไทย เท่าที่ติดตามดูขณะนี้ อัตราแลกเปลี่ยนแต่ละสกุลก็ค่อนข้างนิ่งและตอนนี้ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีมาตรการอะไร โดยได้คุยกับทาง ธปท.แล้ว ว่าจะใช้กลไกตลาดปกติ แต่ก็ยังคงต้องติดตามต่ออย่างใกล้ชิดต่อไป







