
การลงทุน ในซีแอลเอ็มวี
ในช่วงไตรมาสแรกปี 2558 การลงทุนโดยตรงของไทยในกลุ่มซีแอลเอ็มวีมีมูลค่า 1,959.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 7.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาสก่อนขยายตัวร้อยละ 6.7) เนื่องจากการลงทุนในกัมพูชา เมียนมา และเวียดนามที่ลดลง
ในช่วงไตรมาสแรกปี 2558 การลงทุนโดยตรงของไทยในกลุ่มซีแอลเอ็มวีมีมูลค่า 1,959.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 7.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาสก่อนขยายตัวร้อยละ 6.7) เนื่องจากการลงทุนในกัมพูชา เมียนมา และเวียดนามที่ลดลง
ในไตรมาสนี้การลงทุนส่วนใหญ่เป็นธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือ สินเชื่อการค้าและการลงทุนอื่น มีมูลค่า 1,720.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 10.5 จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ในไตรมาสแรกเวียดนามเป็นประเทศที่นักลงทุนไทยนิยมเข้าไปลงทุนมากที่สุด รองลงมา คือ กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ตามลำดับ สำหรับรายละเอียดการลงทุนรายประเทศมีดังนี้
การลงทุนในกัมพูชามีมูลค่า 573.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 13.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาสก่อนลดลงร้อยละ 5.6) ตามการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่มีการลงทุนในไตรมาสนี้ ขณะที่ภาคการค้าปรับดีขึ้น โดยมีมูลค่า 5.9 ล้านเหรียญสหรัฐ
การลงทุนใน สปป.ลาว มีมูลค่า 444.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 0.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาสก่อนขยายตัวร้อยละ 26.5) การลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่เป็นการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร การผลิตถ่านโค้กและผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม
การลงทุนในเมียนมามีมูลค่า 353.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 6.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาสก่อนขยายตัวร้อยละ 24.6) ตามการลงทุนในภาคการเงินที่ลดลงร้อยละ 19.2 โดยมีมูลค่า 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
การลงทุนในเวียดนามมีมูลค่า 589 ล้านเหรียญสหรัฐ. ลดลงร้อยละ 6.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาสก่อนลดลงร้อยละ 6.9) ตามการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ลดลง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหาร การลงทุนในภาคการค้าและภาคการเงินปรับดีขึ้น โดยมีมูลค่า 114.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 12.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ
ถ้าพิจารณากับสถิติการลงทุนโดยตรงในปี 2557 จะพบว่านักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนทั้งปีในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีประมาณ 8,495 ล้านเหรียญสหรัฐ ผมไปตรวจสอบข้อมูลการลงทุน พบว่าเฉลี่ยตกไตรมาสละ 1,939-2,243 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ไทยเข้าไปลงทุนในกัมพูชาเฉลี่ยแค่ไตรมาสละ 505-695 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นปีนี้ที่มีการลงทุนในระดับนี้ จึงถือว่ายังน่าสนใจและมีแนวโน้มดีขึ้น







