
ความท้าทาย ในหุ้นญี่ปุ่น
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ ธนาคารกสิกรไทย
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ ธนาคารกสิกรไทย
ถ้าถามถึงตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา รับรองว่ามีหลายคนตอบว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพราะราคาหุ้นเพิ่มขึ้นกว่า 140% ในรูปเงินเยน แต่ถ้าแปลงเป็นดอลลาร์จะเหลือเพียง 50% เท่านั้น เพราะธนาคารกลางญี่ปุ่นอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าระบบผ่านมาตรการ QE เป็นผลกดให้ค่าเงินเยนร่วงลงกว่า 60% ใน 3 ปี
QE ดูจะได้ผลดีกับเศรษฐกิจสหรัฐที่ล้มลงอย่างเฉียบพลันในปี 2008 แต่พอปัญหาภาคธนาคารได้รับการแก้ไขและได้ยากระตุ้น กล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ก็ค่อยๆ ฟื้นตัวและกลับมาทำงานปกติอย่างรวดเร็ว ในกรณีญี่ปุ่น ประชาคมโลกกำลังจับตาว่ายาขนานนี้จะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ซบเซามานานกว่า 20 ปี เปรียบเสมือนคนที่นอนป่วยมานาน กล้ามเนื้อลีบและอ่อนแรงแล้ว ได้หรือไม่
นอกจากการจุดพลุด้วย QE แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาโครงสร้างอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพึ่งพาตัวเองในอนาคตด้วย เพราะเงินเยนที่อ่อนค่าดีกับบริษัทส่งออกในระยะสั้นๆ เท่านั้น สินค้าเมดอินเจแปนที่เคยเป็นที่นิยมอย่างโซนี่กำลังพ่ายแพ้ให้กับแบรนด์เกาหลีอย่างซัมซุง ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายในประเทศตกต่ำลงมากเพราะกำลังซื้อคนญี่ปุ่นลดลง และผู้สูงอายุที่พึ่งพาเงินบำนาญเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
หนึ่งในมาตรการที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังคือ การบังคับใช้เกณฑ์บรรษัทภิบาลใหม่กับบริษัทจดทะเบียนกว่า 2,400 แห่ง เพื่อให้ดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นมากขึ้น ผ่านการจัดการสินทรัพย์ส่วนเกินให้มีประสิทธิภาพ เช่น จัดการกับเงินสด (ซึ่งมักจะเก็บไว้โดยไม่มีแผนใช้เงินรองรับ) หรือจัดการกับการลงทุนที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจหลัก (Non-core investment) เป็นต้น
บริษัทขนาดใหญ่และมีสินทรัพย์สูงที่เข้าข่ายได้ประโยชน์คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพราะจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจหลัก พอได้เงินก็สามารถนำมาซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้น (Share buyback) หรือจ่ายปันผลสูงขึ้น ซึ่งล้วนสร้างกิจกรรมการเงินช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
อีกไม่นานเราก็จะรู้ว่า มาตรการต่างๆ ของนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ จะชุบชีวิตซามูไรให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งได้หรือไม่!







