
หวั่นรัฐไม่ต่อLTF ทิ้งหุ้น2.6แสนล.
“วรวรรณ” ขอความชัดเจนรัฐต่ออายุแอลทีเอฟ ดึงความเชื่่อมั่น หวั่นคนทยอยขายหุ้นไม่ต่างจากฝรั่งทิ้งไทย
“วรวรรณ” ขอความชัดเจนรัฐต่ออายุแอลทีเอฟ ดึงความเชื่่อมั่น หวั่นคนทยอยขายหุ้นไม่ต่างจากฝรั่งทิ้งไทย
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาครัฐยังไม่ได้ให้คำตอบว่าจะต่ออายุการให้สิทธิประโยชน์เรื่องลดหย่อนภาษีของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ซึ่งจะหมดในสิ้นปี 2559 นี้หรือไม่ ทั้งที่ผ่านมาสมาคมได้ยื่นข้อมูลเพื่อให้พิจารณาไปอย่างครบถ้วนแล้ว
“เราอยากให้รัฐให้คำตอบให้เร็วโดยไม่ต้องรอให้ถึงสิ้นปีนี้ เพราะยิ่งช้ายิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย และรัฐไม่ควรรอให้แพ็กเกจภาษีทุกอย่างเสร็จพร้อมกันหมด เกรงว่าจะใช้เวลานานและไม่ทันต่อสถานการณ์ เพราะช่วงนี้น่าจะเป็นจังหวะเหมาะที่จะให้ความเชื่อมั่นนักลงทุน” นางวรวรรณ กล่าว
ปัจจุบันกองทุนแอลทีเอฟมีมูลค่าสินทรัพย์ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2558 อยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 25% ของมูลค่าสินทรัพย์กองทุนรวมหุ้นทั้งระบบที่มีมูลค่า 1.01 ล้านล้านบาท
“หากรัฐไม่ต่อภาษีแอลทีเอฟ เงินจำนวนนี้ก็จะทยอยหายไปจากระบบ ไม่ต่างจากนักลงทุนต่างชาติทยอยขายหุ้นออกไปจากตลาดหุ้นไทย ทางสมาคมจึงอยากให้ภาครัฐให้ความชัดเจนนักลงทุน เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามูลค่าเงินลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟของอุตสาหกรรมยังอยู่ระดับต่ำ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความรู้สึกของนักลงทุนที่ยังไม่มั่นใจเรื่องประโยชน์ภาษี” นางวรวรรณ กล่าว
สำหรับแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมกองทุนรวมในช่วง 3 ปีข้างหน้า คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี บนสมมติฐานรัฐต่ออายุภาษีกองทุนแอลทีเอฟ แต่หากไม่ต่ออายุก็ยังประเมินภาพได้ยาก ส่วนแนวคิดของภาครัฐที่จะต่ออายุภาษีกองทุนแอลทีเอฟ โดยยืดระยะเวลาการถือครองออกไปจาก 5 ปี เป็น 7 ปี หรือ 10 ปีนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่จะลงทุนระยะยาวในหุ้น อีกทั้งที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนระยะยาวในหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าลงทุนระยะสั้น
นางวรวรรณ กล่าวว่า ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ณ วันที่ 31 ก.ค. 2558 พบว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนรวมอยู่ที่ 10.27% ต่อปี ขณะที่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ที่ลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.54% ต่อปี กองทุนแอลทีเอฟเฉลี่ย 11.51% ต่อปี ส่วนกองทุนหุ้นเฉลี่ย 13.21% ต่อปี
นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า กรมสรรพากรยังไม่ได้ส่งผลการศึกษาข้อดีข้อเสียของการลงทุนในแอลทีเอฟมาให้พิจารณา ซึ่งเบื้องต้นจะพิจารณาว่าปรับหลักเกณฑ์อย่างไรให้เกิดความเหมาะสมมากที่สุด เนื่องจากมีทั้งบุคคลที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะคนที่ได้ประโยชน์มีเพียงกลุ่มคนระดับกลางขึ้นไป แต่ทั้งนี้คงขึ้นกับนโยบายของรัฐ







