
บัวหลวงชี้โอกาสทยอยซื้อหุ้น
กองทุนบัวหลวง มองหุ้นไทยซึมซับข่าวร้ายแล้ว โอกาสของนักลงทุนระยะยาวทยอยลงทุน
กองทุนบัวหลวง มองหุ้นไทยซึมซับข่าวร้ายแล้ว โอกาสของนักลงทุนระยะยาวทยอยลงทุน
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง หรือกองทุนบัวหลวง เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงจากหลายปัจจัยภายนอกที่รุมเร้า ทั้งวิกฤต
หนี้สินของกรีซ เศรษฐกิจจีนชะลอตัวและตลาดหุ้นจีนทรุดตัวอย่างหนัก รวมถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐ
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกไม่เป็นไปอย่างที่รัฐบาลคาดหวัง การส่งออกติดลบต่อเนื่องหลายเดือน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หนี้สินครัวเรือนสูงจนกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐยังล่าช้า ทำให้หลายสถาบันต้องปรับลดการขยายตัวของจีดีพีลงจากเดิม 3.5-4% เหลือประมาณ 2-3% แม้รายได้การท่องเที่ยวและที่เกี่ยวข้องยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ก็มีสัดส่วนต่อจีดีพีเพียง 10-15%
สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจยังทรงตัว โดยมีความหวังหลักอยู่ที่ภาครัฐว่าจะเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนและเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ให้รวดเร็วขึ้นได้หรือไม่ หากทำได้ดี ภาคธุรกิจเอกชนซึ่งมีขนาด 20% ของจีดีพี และประชาชนจะเกิดความมั่นใจมากขึ้น แม้ว่าเม็ดเงินในส่วนนี้จะมีสัดส่วนต่อจีดีพีประมาณ 5% ก็ตาม
“แม้รัฐบาลได้แก้ปัญหาที่สะสมมานานไปบางเรื่อง แต่เศรษฐกิจโลกไม่เป็นใจ การทำให้เอกชนและประชาชนมั่นใจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งในภาวะปกติจะเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ต้องออกมาสื่อสารให้ภาคธุรกิจและเอกชนเข้าใจสถานการณ์และเตรียมพร้อมในการรับมือ” นางวรวรรณ กล่าว
นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา Managing Director และ Chief Investment Officer กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยได้ซึมซับข่าวร้ายทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศแล้ว สะท้อนให้เห็นจากราคาหุ้น ที่ปรับลดลง พร้อมทั้งมีปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน แต่ยังไม่เห็นปัจจัยบวกใหม่ จึงคาดว่าช่วงที่เหลือของปีตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวแคบๆ
“หากมองในเชิงมหภาคหรือภาพรวมตลาดหุ้นก็ยังไม่น่าสนใจ แต่ถ้าพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมและรายบริษัทการลดลงของราคาหุ้นบางตัวทำให้มูลค่าหุ้นเริ่มน่าสนใจ ซึ่งเป็นโอกาสของนักลงทุนระยะยาวที่จะทยอยเก็บของ แต่ต้องเป็นนักลงทุนที่อดทนกับความผันผวนในช่วงนี้ได้” นายพีรพงศ์ กล่าว
พร้อมกับแนะนำให้กระจายการลงทุน โดยจัดสรรสินทรัพย์หรือปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่รับได้จะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ดี เพราะในภาวะที่ตลาดหุ้นปรับตัวลง การถือเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องจะเป็นโอกาสซื้อหุ้นที่มีคุณภาพในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าเป้าหมาย รวมทั้งควรวางแผนการออมในระยะยาวไว้ยามเกษียณ โดยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) ที่ลงทุนเป็นงวด งวดละเท่าๆ กันอย่างสม่ำเสมอได้
นอกจากนี้ ข้อมูลจากบริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) พบว่า การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทยทำให้ผลดำเนินงานของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ปรับตัวลดลงไปด้วย ทั้งผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน หรือในรอบ 7 เดือนและย้อนหลัง 1 ปี แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานระยะยาวย้อนหลัง 3 ปี และ 5 ปี ยังเป็นบวก
สำหรับ บลจ.บัวหลวง ยังครองแชมป์ทำผลตอบแทนสูงสุดในกองทุน 2 ประเภท โดยกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว (B-LTF) ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีที่ 17.59% ต่อปี และกองทุนเปิดบัวหลวงตราสารทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (BERMF) ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ที่ 17.63% ต่อปี







