
บลจ.มองลดค่าหยวนปั๊มศก.
บลจ.มองจีนลดเงินหยวน หนุนส่งออก กำไร บจ.ดี ทิสโก้แนะหุ้นจีน ทหารไทยรอดูเฟด
บลจ.มองจีนลดเงินหยวน หนุนส่งออก กำไร บจ.ดี ทิสโก้แนะหุ้นจีน ทหารไทยรอดูเฟด
นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า บริษัทมองว่าการประกาศลดค่าเงินหยวนของธนาคารกลางจีน เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ในอัตราประมาณ 1.9% จะส่งผลให้การส่งออกของจีนขยายตัวดีขึ้นและส่งผลดีต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตาม มองว่าที่ผ่านมาจีนอาจเน้นเรื่องการลงทุนจำนวนมาก เพื่อผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ยังไม่เห็นผลเร็ว จึงจำเป็นต้องหันมากระตุ้นการส่งออก โดยการลดค่าเงินหยวนก็เหมือนกับประเทศญี่ปุ่นและยุโรปออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) เพิ่มสภาพคล่องในระบบ ทำให้ค่าเงินของสกุลตัวเองอ่อนค่าลง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
“ถ้ากำไรบริษัทจดทะเบียนดีก็น่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นได้ ซึ่งมองว่าจากนี้จีนคงมีมาตรการอื่นออกมาเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้เติบโตตามเป้า 7%” นายธีรนาถ กล่าว
สำหรับกองทุนหุ้นจีนและกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศของบริษัท มีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 80-90% ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินจึงไม่มีผลต่อกองทุน
ทั้งนี้ บลจ.ทิสโก้ ยกให้ตลาดหุ้นจีนเป็นตลาดดาวเด่นของปีนี้ โดยยังมีโอกาสในการปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% รองจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเยอรมนี 15-20% ที่แนะนำให้ลงทุน
นายไพศาล ครุฑดำรงชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทหารไทย กล่าวว่า การลดค่าเงินหยวนของจีนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกองทุนหุ้นจีน เนื่องจากส่วนใหญ่มีการลงทุนในสกุลเหรียญฮ่องกงและมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้อยู่แล้ว
“คงต้องรอดูตลาดหุ้นจีนอีกสัก 1-2 วัน ว่าตลาดจะตอบรับอย่างไร เพราะตอนประกาศมาตรการลดค่าเงินหยวนหุ้นจีนขึ้นขานรับ แต่สุดท้ายก็ปรับตัวลดลง” นายไพศาล กล่าว
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นจีนยังคงต้องใช้ความระมัดระวัง แม้การลดค่าเงินหยวนทำให้จีนส่งออกได้มากขึ้น กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต แต่ในด้านของการลงทุนยังมีความเสี่ยงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมถึงเอเชียเกิดความผันผวนจากการโยกย้ายเงินกลับสหรัฐ
“แม้ในด้านปัจจัยพื้นฐานราคาหุ้นจีนยังถูก อัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ต่ำกว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว แต่ความเสี่ยงในการลงทุนยังมีอยู่ ส่วนนักลงทุนที่ถือกองทุนหุ้นจีนอยู่แล้ว หากประเมินว่าตลาดหุ้นจีนอาจผันผวนรุนแรงก็อาจขายออกไปก่อน และไปลงทุนในตลาดหุ้นที่มีอัพไซด์มากกว่า เช่น ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและยุโรป” นายไพศาล กล่าว
อย่างไรก็ตาม การลดค่าเงินหยวนของจีนยังส่งผลให้ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าลงด้วยในวันแรก โดยเฉพาะสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ส่วนเงินบาทอ่อนลงน้อยกว่าประเทศอื่นประมาณ 0.5% อาจเป็นเพราะนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกไปมากแล้ว
ปัจจุบันนักลงทุนไทยลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตลาดหุ้นจีนมีมูลค่าสินทรัพย์ประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท และที่เป็นกองทุนทริกเกอร์ฟันด์อีกประมาณ 5,400 ล้านบาท จากข้อมูลบริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)







