
‘ASEFA’รุกพลังงาน
อาซีฟาศึกษา 2 ธุรกิจ โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ผลิตภัณฑ์ต้นทุน รายได้ 3-5 ปีโตกว่าเป้า
อาซีฟาศึกษา 2 ธุรกิจ โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ผลิตภัณฑ์ต้นทุน รายได้ 3-5 ปีโตกว่าเป้า
บริษัท อาซีฟา (ASEFA) ประสบความสำเร็จในการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นวันแรกวันที่ 5 ส.ค. 2558 โดยราคาเปิดกระโดดที่ 7.50 บาท ก่อนจะขึ้นไปสูงสุดที่ 7.65 บาท ก่อนจะอ่อนตัวเคลื่อนไหวแคบๆ และมาเจอแรงขายหนักในช่วงบ่ายลงไปต่ำสุดที่ 5.40 บาท และกลับมาฟื้นตัวปิดที่ระดับ 5.95 บาท บวก 2.25 บาท คิดเป็น 60.81% ท่ามกลางมูลค่าซื้อขายมากกว่า 4,015 ล้านบาท ขณะที่ตลาดหุ้นโดยรวมบวก 4.20 จุด
นายไพบูลย์ อังคณากรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาซีฟา (ASEFA) เปิดเผยว่า รู้สึกพอใจกับราคาหุ้น ASEFA วันแรก เนื่องจากนักลงทุนให้การตอบรับที่ดีและหลังจากบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว ส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจเดิม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อลงทุนในธุรกิจใหม่คือ โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทุกๆ รูปแบบ ซึ่งสามารถลงทุนเองทั้งหมด หรือการร่วมทุนกับพันธมิตร รวมถึงการศึกษาเพื่อตั้งโรงงานใหม่ผลิตผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ อาทิ หม้อแปลงไฟฟ้า ชุบผิวโลหะที่จะมีความชัดเจนพร้อมกันภายในปีนี้
“อาซีฟาเข้าตลาดหุ้นแล้วสามารถใช้เป็นแหล่งระดมเงินทุนเพื่อใช้ขยายธุรกิจในอนาคต และการเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังมีโอกาสได้รับสนับสนุนมากขึ้นทางการเงินจากสถาบันการเงินในรูปแบบสินเชื่อโครงการ และช่วยสร้างความน่าเชื่อถือภาพลักษณ์จากทั้งคู่ค้าซัพพลายเออร์มากขึ้น และมีระบบบริหารจัดการภายในที่ดีขึ้น” นายไพบูลย์ กล่าว
สาเหตุที่สนใจธุรกิจพลังงานเพราะเห็นโอกาสจากธุรกิจของบริษัทมีการผลิตและจำหน่ายสินค้าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้า รวมถึงมีบริการติดตั้งให้กับธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอยู่แล้ว ประกอบกับรัฐมีนโยบายสนับสนุนเพิ่มแหล่งไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอีก 2 เท่าจากปัจจุบัน ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศมีแนวโน้มเติบโตเนื่อง หากบริษัทขยาย 2 ธุรกิจใหม่จะเพิ่มโอกาสเติบโตได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านับจากปี 2559 ที่คาดว่ารายได้จะโตไม่ต่ำกว่า 15% ต่อปี
“เราสนใจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน เพราะอยู่ในวงการนี้อยู่แล้วมีทั้งความรู้เทคโนโลยีพันธมิตร มีวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องขายอยู่แล้วให้ทั้งผู้รับเหมา หรือตรงขายเข้าไปที่โครงการลูกค้าเราที่มี เช่น บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ (IFEC) บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP)” นายไพบูลย์ กล่าว
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันบริษัทได้ตั้งบริษัทร่วมทุนเริ่มดำเนินธุรกิจใหม่เป็นแหล่งรายได้เสริมคือ การรื้อถอนโรงไฟฟ้าเป็นรายได้จากการขายเศษโลหะ หรืออุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอนโครงการไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันยังมีคู่แข่งน้อยราย โดยที่ผ่านมาชนะงานรื้อถอนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกงชุดที่ 1 และ 2 และในปี 2562 ยังมีโอกาสได้งานเพิ่มจากโรงไฟฟ้าที่กำลังจะถึงกำหนดรื้อถอนจำนวน 4-5 โรง อาทิ พระนครใต้ ขนอม และบางปะกง ชุดที่ 3 และ 4
ขณะที่แผนการใช้เงินจากไอพีโอเพื่อขยายธุรกิจนั้นจะใช้เงินประมาณ 160 ล้านบาท จะนำไปขยายธุรกิจประกอบด้วยใช้งบลงทุนประมาณ 130 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์งานโลหะเป็นประมาณ 8,400 ตัน/ปี จากปัจจุบันที่ 4,800 ตัน/ปี และเพิ่มกำลังสวิตช์บอร์ดอีกประมาณ 50% จากปัจจุบันที่มีประมาณ 1.6 หมื่นกล่อง/ปี โดยโครงการดังกล่าวจะเสร็จในปลายไตรมาสแรกปี 2559 รวมถึงใช้เงินอีก 30 ล้านบาท เพื่อสร้างสำนักงานขายและบริการ ซึ่งปัจจุบันบริษัทยังไม่มีในพื้นที่ต่างจังหวัดและตามแนวชายแดน ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับงานโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนของผู้ประกอบการอื่นๆ ที่กำลังมีแผนก่อสร้างในอนาคตด้วย
ด้าน นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุน ASEFA กล่าวว่า ราคาหุ้น ASEFA วันแรกถือว่ามีความเหมาะสมสามารถให้ตอบแทนที่ดีกับนักลงทุนเปรียบกับมูลค่าการระดมทุนเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน (ไอพีโอ) ที่ราคา 3.70 บาท/หุ้น จำนวน 150 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 555 ล้านบาท จึงให้ผลตอบแทนในระดับที่ดีกับนักลงทุนที่จองซื้อ สอดคล้องกับหุ้นไอพีโอที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายประมาณ 4-5 บริษัท ก่อนหน้านี้ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นกันส่งให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในการลงทุนหุ้นไอพีโอ
“การลงทุนหุ้นไอพีโอยังมีเสน่ห์ เพราะไม่ว่าช่วงภาวะตลาดหุ้นดีหรือไม่ดีจากสถิติย้อนหลังสัดส่วนประมาณ 90% ของหุ้นไอพีโอทั้งหมดยังสามารถให้ผลตอบแทนในระดับที่ดีกับนักลงทุน ซึ่งมากน้อยแตกต่างกันไป โดย ASEFA มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีเป็นผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจผลิตและจำหน่ายสวิตช์บอร์ดไฟฟ้า โดยธุรกิจมีโอกาสขยายตัวได้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ โครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center)” นายสมภพ กล่าว
สำหรับที่งานปรึกษาการเงินทำดีลไอพีโอในช่วงครึ่งของปี 2558 จะมีอีก 2 ดีลเข้าตลาดหลักเอ็ม เอ ไอ (mai) ช่วงต้นเดือน ก.ย. เตรียมจะยื่นไฟลิ่งเป็นธุรกิจเครื่องดื่ม







