
เมียนมาปรับแผนพลังงาน 2030 ความต้องการพุ่ง-โอกาสไทยทุกไซส์
เรื่องหนึ่งที่ทั่วโลกต่างรู้ดีเกี่ยวกับเมียนมา คือ เป็นประเทศที่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทำให้หลายปีมานี้ ทั่วโลกจึงต่างจับจ้องโอกาสการเข้ามาลงทุนด้านพลังงานในเมียนมา
เรื่องหนึ่งที่ทั่วโลกต่างรู้ดีเกี่ยวกับเมียนมา คือ เป็นประเทศที่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทำให้หลายปีมานี้ ทั่วโลกจึงต่างจับจ้องโอกาสการเข้ามาลงทุนด้านพลังงานในเมียนมา
ขณะเดียวกัน การลงทุนด้านพลังงานโดยชาวต่างชาติถือเป็นเม็ดเงินสำคัญ กระตุ้นเศรษฐกิจของเมียนมาให้เติบโต สถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในเมียนมา จัดทำโดยสำนักงานบริหารจัดการบริษัทและทะเบียนบริษัท (DICA) ของเมียนมา ระบุว่า เมียนมามีเอฟดีไอของบริษัทที่ยังคงอยู่ด้านน้ำมันและก๊าซสะสมกว่า 1.87 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 40.40% ของมูลค่าเอฟดีไอทั้งหมด และมีเอฟดีไอด้านพลังงาน 1.32 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 28.70%
ทั้งนี้ เมียนมาเล็งเห็นความสำคัญเรื่องดังกล่าว รวมถึงเห็นความจำเป็นที่ต้องมีพลังงานมากขึ้น จึงได้ปรับปรุงแผนการพัฒนาระบบไฟฟ้าของตัวเอง และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุนธุรกิจพลังงานได้ง่ายขึ้น จึงเป็นโอกาสของธุรกิจพลังงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่
ซอมินท์ ที่ปรึกษาด้านพลังงานแห่งชาติ ธนาคารพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) และอดีตอธิบดีกรมการวางแผนพลังงาน กระทรวงพลังงานเมียนมา ระบุในงานสัมมนา “พลังงานในเมียนมา : โอกาสที่พลาดไม่ได้” จัดโดยบริษัท โพสต์ พับลิชชิง และบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (เอพีเอ็ม) ว่า ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมากำลังทำงานอย่างหนัก เพื่อให้สามารถพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศให้ดีขึ้น และมีสัดส่วนแหล่งพลังงานเปลี่ยนแปลงไปในปี 2573 หรือ ค.ศ. 2030
นอกจากนี้ เมียนมายังคงมีความท้าทายระบบพลังงานหลายด้าน ได้แก่ 1.ความต้องการพลังงานในพื้นที่เขตเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็ว 2.ความจำเป็นในการพัฒนาระบบไฟฟ้าในชนบทอย่างต่อเนื่อง 3.การพัฒนาพลังงานน้ำ เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและช่วยเรื่องการส่งต่อ 4.การส่งออกพลังงานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน 5.โรงงานพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล และ 6.ระบบการส่งและกระจายพลังงานยังขาดประสิทธิภาพ รวมถึงมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต
ดังนั้น เมียนมาจึงต้องการนักลงทุนจากต่างประเทศที่มีประสบการณ์มาลงทุนในด้านต่างๆ รวมถึงการลงทุนสนับสนุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น โลจิสติกส์
ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้ดำเนินการหลายด้าน เพื่อให้นักลงทุนมีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านพลังงานได้มากขึ้น ได้แก่ การออกกฎหมายพลังงานไฟฟ้า พ.ศ. 2557 การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รวมถึงมีโครงการร่วมกับองค์กรระดับโลก อาทิ การจัดทำแผนแม่บทด้านพลังงานไฟฟ้าร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) การจัดทำแผนแม่บทด้านพลังงานระยะยาวร่วมกับเอดีบี
ที่ผ่านมามีบริษัทและรัฐวิสาหกิจของไทยเข้ามาลงทุนด้านพลังงานในเมียนมาแล้วหลายโครงการ โดยมีผู้ลงทุนหลักคือ บริษัท ปตท.สผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ขณะที่ ตินลวินอู รองผู้อำนวยการ สำนักการวางแผนพลังงานไฟฟ้า กระทรวงพลังงานเมียนมา บอกว่า เมียนมามีแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพจำนวนมาก เช่น ในภาคเหนือและภาคตะวันออก มีแหล่งพลังงานน้ำไม่ต่ำกว่า 15 แห่ง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 เมกะวัตต์
ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้พลังงานในเมียนมาก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วตามหัวเมืองใหญ่ เช่น เนย์ปิดอว์ มัณฑะเลย์ โดยไจก้าประเมินว่าในปี 2573 เมียนมาจะต้องการ 9,100-1.45 หมื่นเมกะวัตต์
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานในเมียนมาได้ โดยขั้นตอนการร่วมทุนนั้น จะต้องยื่นเสนอขออนุมัติโครงการกับกระทรวงพลังงานไฟฟ้าของเมียนมา ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ขณะเดียวกัน ยังต้องลงยื่นขออนุมัติกับกระทรวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและป่าไม้ของเมียนมาด้วย ก่อนจะส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการการลงทุน (เอ็มไอซี) เพื่อออกใบรับรองดำเนินการตามสัมปทาน
ด้าน พงศธร ทวีสิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ระบุว่า กระทรวงพลังงานไฟฟ้าของเมียนมา คาดการณ์ว่าในปี 2574 เมียนมาจะมีความต้องการพลังงานสูงถึง 1.92 หมื่นเมกะวัตต์ จากปี 2555 ต้องการเพียง 1,806 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน จะมีความต้องการก๊าซ 3,500 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต จากปี 2557 ต้องการ 200 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
สำหรับเมียนมานั้น ถือเป็นศูนย์กลางการส่งต่อพลังงานไปทางเหนือสู่ประเทศจีน และยังมีศักยภาพขยายการส่งต่อพลังงานไปสู่ประเทศต่างๆ ในอาเซียน เพราะมีทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เชื่อมต่อกับประเทศอื่นได้ และมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ทั้งหมดน่าจะทำให้เศรษฐกิจเมียนมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
ปัจจุบัน ปตท.สผ.ดำเนินธุรกิจในเมียนมาทั้งสิ้น 7 บล็อก เช่น โครงการซอติก้า ที่ถือหุ้นอยู่ 80% และมีโครงการที่เข้าไปร่วมทุนอีก 2 โครงการ คือ โครงการยาดานา และโครงการเยตากุน
ทั้งนี้ เนียนทันอู รมต.พลังงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมแห่งเขตย่างกุ้ง ยืนยันว่า เอฟดีไอด้านพลังงานของเมียนมามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเปิดโอกาสให้แก่นักลงทุนชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่ รายกลาง หรือรายย่อย เข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุน







