posttoday
เรื่องของ บอนกาแฟ

เรื่องของ บอนกาแฟ

05 สิงหาคม 2558

โดย...รุจิระ  บุนนาค [email protected] Twitter : @ RujiraBunnag 

โดย...รุจิระ  บุนนาค [email protected] Twitter : @ RujiraBunnag 

สำหรับคนไทยหรือคอกาแฟที่ชอบดื่มกาแฟเป็นประจำ หากมีเวลาว่างคงจะเลือกเข้าร้านกาแฟที่มีพื้นที่ว่างสำหรับการนั่งพักผ่อนหย่อนใจ

แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบดื่มกาแฟก็อาจเข้าร้านกาแฟเพื่อฆ่าเวลา เพราะปัจจุบันร้านกาแฟที่มีบรรยากาศดีเหมาะกับการนั่งพักผ่อนหย่อนใจ

เมื่อไม่นานนี้ คอกาแฟรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านรัชดาฯ โดยได้อธิบายว่า “เดินทางเข้า กทม. เพื่อทำธุระมีเวลาว่างเลยแวะทานกาแฟกันประมาณ 4 คน นั่งคุยกันประมาณชั่วโมงกว่าๆ หลังเรียกเก็บเงินพนักงานแจ้งว่ามีการคุยธุระ ขอเรียกเก็บค่าคุยชั่วโมงละ 1,000 บาท รวม 2 ชั่วโมง เป็นเงิน 2,000 บาท”

และยังได้บอกต่อไปว่าการเรียกเก็บค่า “open food”ทางร้านกาแฟไม่ได้ติดป้ายประกาศไว้ที่หน้าร้าน แต่ทำเป็นกระดาษเล็กๆ วางไว้บนโต๊ะ หากไม่สังเกตดีๆ อาจมองไม่เห็น

แต่บทสรุปของเรื่องนี้ก็จบลงด้วยดี เนื่องจากลูกค้ายอมจ่ายค่าเครื่องดื่มจำนวน 260 บาท และทางร้านก็ไม่ติดใจเรียกเก็บเงินจำนวน 2,000 บาท โดยทางร้านได้ยอมรับว่า มีการเรียกเก็บเงินจำนวนดังกล่าวจากลูกค้าจริง และใบเสร็จตามที่เป็นข่าวเป็นของจริง เนื่องจากทางร้านได้ติดป้ายขอความร่วมมือไว้บนโต๊ะ หากฝ่าฝืนใช้สถานที่สำหรับการประชุม ทำงาน ขายตรง ฯลฯ

ทางร้านขอเรียกเก็บค่าคุยชั่วโมงละ 1,000 บาท จุดประสงค์หลักเพื่อเป็นการสงวนสิทธิลูกค้ารายอื่น อีกทั้งทางร้านก็ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ หากเจอลูกค้าใช้พื้นที่ผิดวัตถุประสงค์จำนวนมาก ถ้าไม่มีมาตรการนี้คงอยู่ไม่ได้

เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นคงทำให้หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา บางคนบอกว่าไม่เหมาะสมเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคของทางร้าน ขณะที่บางคนอาจมองว่าเป็นความผิดเท่าๆ กัน เนื่องจากมีป้ายเตือนแล้วแต่เล็กเกินไป ขณะที่ลูกค้าไม่ดูให้ดีก่อนใช้บริการ

แต่หากมองในภาพของสังคมไทยแล้ว การที่ผู้ประกอบการติดป้ายลักษณะเช่นนี้ อาจถูกมองว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ส่วนในมุมของผู้ประกอบการก็เพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ของทางร้านมิให้ใช้สถานที่นานกว่าปกติ ย่อมทำให้ทางร้านเสียโอกาสและขาดรายได้

ขนาดตัวอักษรที่ปิดประกาศก็มีความสำคัญเช่นกัน ตามภาพข่าวก็มิได้มีขนาดเล็กจนเกินไปหรือไม่สามารถมองเห็นได้หากรู้จักสังเกต ข้อความในทำนองว่า “ขอความร่วมมือ
ไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่ของทางร้านนั่งทำงานประชุม ขายสินค้า ฯลฯ หากฝ่าฝืนทางร้านขอคิดค่าบริการชั่วโมงละ 1,000  บาท” แม้จะไม่มีผลในทางกฎหมายหรือใช้บังคับกันได้ เรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้พิจารณาเรื่องแล้วและมีมติว่า ร้านกาแฟไม่มีความผิดเพราะได้แจ้งเตือนลูกค้าแล้ว และตามข้อเท็จจริงก็ไม่ได้เรียกเก็บเงินค่าใช้สถานที่เป็นที่ประชุมจากลูกค้า

ครั้งนี้อาจเป็นอุทาหรณ์เตือนสติสำหรับลูกค้าร้านกาแฟ หรือผู้บริโภคที่อาจเข้าใช้สถานที่หรือบริการด้านอื่นๆ ว่าควรใช้ตามความเหมาะสม

ความสัมพันธ์ของผู้ประกอบการร้านกาแฟและลูกค้าต้องเป็นแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ร้านกาแฟจะอยู่ได้ก็เพราะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ขณะเดียวกันถ้าไม่มีที่นั่ง ร้านกาแฟก็ขายให้ลูกค้ารายอื่นไม่ได้

ทั้งผู้ประกอบการร้านกาแฟและลูกค้าต้องนึกถึงใจเขาใจเรา จะถือตามอำเภอใจและถือตามกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน