posttoday
นวัตกรรมนำชีวิต เศรษฐกิจ-สังคม

นวัตกรรมนำชีวิต เศรษฐกิจ-สังคม

05 สิงหาคม 2558

โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา ([email protected]) Chief Marketing Officer บริษัท มาร์เก็ตติ้งไดอ็อกไซด์ จำกัด

โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา ([email protected]) Chief Marketing Officer บริษัท มาร์เก็ตติ้งไดอ็อกไซด์ จำกัด

ดร.พิเชษฐ์ ดุรงคเวโรจน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เดินสายสัมมนาในเวทีปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อเก็บประเด็นต่างๆ ทั่วประเทศไปนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีใหม่ในยุค “คสช.”

การปฏิรูปครั้งนี้มุ่งหวังพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ไปในทิศทางของ “นวัตกรรมแห่งชาติ” ซึ่งต้องจุดพลุและตีฆ้องแรงๆ ให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 ของประเทศบรรจุ “นวัตกรรม” ให้เกิดขึ้นในทุกๆ อณูของแผนพัฒนาประเทศ เพราะในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนั้นสามารถก่อให้เกิดการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เกิดความสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่และแรงงานที่มีความรู้ เกิดการรับจ้างผลิตสินค้าที่มีศักยภาพและสร้างสรรค์นวัตกรรม สร้างตราสินค้าเองได้ จนเกิดกระบวนการเพิ่มมูลค่าการผลิตแบบ Less for more ทำให้เกิดการกระจายรายได้ทุกภาคส่วนทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ SMEs และวิสาหกิจชุมชน

เลขาธิการ สวทน. กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ประเทศเกาหลีใช้งบประมาณลงทุนวิจัยพัฒนาสูงกว่าประเทศไทย (เกาหลี 2.2% ของ GDP ประเทศไทย 0.25% ของ GDP) ทำให้เกาหลีมีรายได้ต่อประชากร (GNI per capita) สูงกว่าประเทศไทยถึง 4 เท่าตัว ประเทศไทยมีโมเดลประเทศแบบ Long Tail Industry มีค่า GPP (Gross per province) ถ้าไม่นับรวม กทม. จะมีเพียง 20 จังหวัดที่ GPP สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ (26%) และอีก 56 จังหวัด GPP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ (74%) ตามสูตรพาเรโต (80:20) ลักษณะนี้เรียกว่า “รวยกระจุก จนกระจาย”

เศรษฐกิจของประเทศไทยควรพัฒนาโดยกระจายความเจริญไปทั่วๆ กัน กระบวนการส่งเสริมให้ประเทศไทยใช้นวัตกรรมนำประเทศ ควรผลักดันงบประมาณประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ได้ 1% ของ GDP หรือราว 1.1 แสนล้านบาท สัดส่วนการใช้เงินก็มีความสำคัญ กล่าวคือ ให้ภาคเอกชน 6.6 หมื่นล้านบาท ส่วนภาครัฐเอาไว้ใช้ขับเคลื่อน 4.4 หมื่นล้านบาท เพราะรูปแบบการใช้นโยบายนวัตกรรรมในสหภาพยุโรปที่ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องให้ภาคเอกชนเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการแข่งขันกันเอง ส่วนภาครัฐจะเป็นส่วนช่วยสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการสร้างนวัตกรรม โดยประสานความร่วมมือด้วยแนวคิด “ปฏิสัมพันธ์เฮลิกซ์สามมิติ” เป็นความร่วมมือของภาคเอกชน วิชาการและรัฐบาลจึงจะทำให้ “นวัตกรรม” เป็นจริงได้

รัฐบาลต้องสนับสนุนภาคเอกชนตั้งแต่การให้เข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น ให้มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าพิเศษ ลดหย่อนภาษีนวัตกรรมและภาษีงานวิจัยมากขึ้น เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการวิจัยและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ สนับสนุนกลไกทางการตลาดในการจำหน่ายสินค้าเชิงนวัตกรรม สนับสนุนการจดทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรที่สามารถจำหน่ายได้ในอนาคต ด้านวิชาการซึ่งเป็นต้นตอของนวัตกรรมจากงานวิจัยต่างๆ ลดการนำขึ้นหิ้ง แต่ผลักดันไปสู่ห้างผ่านกระบวนการผลิตของภาคเอกชนร่วมกัน ด้านวิชาการควรเน้นให้เกิดแนวคิดด้วยการสนับสนุนการศึกษา ทัศนศึกษาดูงาน จัดอบรมสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างระบบการจัดการความรู้ เพื่อเสริมแนวคิดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ผลักดันอาจารย์ นักวิชาการ ขอตำแหน่งทางวิชาการจากการทำนวัตกรรมใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดในการผลิตเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมในประเทศได้จริงมากกว่านำผลงานไปตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ ผลักดันให้เกิดนักวิจัยรุ่นใหม่ๆ ตั้งแต่ระดับมัธยมที่มี “เด็กกิฟต์” (Gifted Students) จำนวนมากที่ออกไปคว้ารางวัลโอลิมปิกระดับโลกมามากมายให้หันกลับมาเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่เพื่อการพัฒนาประเทศให้มากขึ้น

เราควรแก้ปัญหาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น จากเดิมเป็นสังคมและมนุษยศาสตร์ 70% เปลี่ยนกระบวนการเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สัมผัสของจริงมากขึ้น ให้เด็กๆ รู้จักการจัดทำโครงการงานวิจัยออกจากห้องเรียนไปพบนักวิจัยรุ่นพี่ในสถาบันอุดมศึกษามากขึ้น เน้นการสอนวิชาชีพ เทคนิค อาชีวศึกษาให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพใช้งานได้จริงพร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรม รวมถึงสนับสนุนการจัดประกวดแข่งขัน “อาชีว-เทคโนโลยี”

ประเทศไทยมีแหล่งทุนทางนวัตกรรมที่ดีอยู่แล้ว เราได้สั่งสม “ภูมิปัญญา” ชั้นเลิศในทุกภาคส่วนมานานแล้วมากมาย เพียงแต่กลไกการขับเคลื่อนในประเทศเกิดอาการสะดุดและพบปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง รุมเร้าตลอดเวลา อีกทั้งยังมีทุนมนุษย์ที่มีค่า มีความรู้ที่พร้อมต่อยอดและ “พร้อมวิ่ง” ทั้งในลู่วิ่ง AEC หรือลู่วิ่ง “World class” ที่ท้าทาย โดยจัดสรรการใช้ทุนประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสมอย่างลงตัวและขับเคลื่อนจริงจังสักที

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน