
ปตท.เป็นหุ้นปลอดภัยสุดในกลุ่ม
โดย...บล.บัวหลวง
โดย...บล.บัวหลวง
นักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง มองว่าหุ้นบริษัท ปตท. (PTT) น่าจะเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในกลุ่มน้ำมันและก๊าซ โดยให้เป้าหมายพื้นฐาน 410 บาท ท่ามกลางความกังวลด้านราคาน้ำมันดิบ กอปรกับแนวโน้มการอ่อนตัวลงของค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมี เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน การปรับสัดส่วนกำไรที่มาจากธุรกิจหลักมากขึ้น(ประมาณ 50% เมื่อเทียบกับ 30% ของผลกำไรทั้งหมดในอดีตที่ผ่านมา) ตามมาด้วยการยกเลิกการควบคุมราคา NGV และราคา LPG หน้าโรงแยกก๊าซ รวมทั้งการใช้สูตรค่าผ่านท่อส่งก๊าซแบบ cost-plus return จะช่วยลดผลกระทบเชิงลบจากภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง
“ในความเห็นเราผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงไตรมาส 2-3/58 รวมทั้งมูลค่าหุ้นน่าสนใจ (PBV ที่ 1 เท่า) น่าจะเป็นปัจจัยดึงดูดให้นักลงทุนสนใจในหุ้นตัวนี้”
ธุรกิจหลักที่แข็งแกร่งช่วยหนุนผลประกอบการไตรมาส 2 แม้ผลประกอบการของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ PTTEP จะอ่อนตัวลง แต่กำไรสุทธิของ PTT คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสแรก เป็น 2.45 หมื่นล้านบาท แต่ลดลง 19.3% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาส 2 ของปีก่อน นอกจากผลกำไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจการกลั่นและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแล้ว ธุรกิจหลักมีผลกำไรเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยมีแรงหนุนจากปริมาณขายก๊าซที่เพิ่มขึ้น ขาดทุนจากการขาย NGV ที่ลดลง และต้นทุนก๊าซที่ลดลง ซึ่งส่งผลให้ผลประกอบการในส่วนของยอดขายก๊าซให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น รวมทั้งบริษัทจะรับรู้กำไร 2,800 ล้านบาท (สุทธิหลังหักภาษี) จากการขายหุ้นบริษัท บางจากปิโตรเลียม หรือ BCP
ทั้งนี้ อุปสงค์ในช่วงไฮซีซั่นของผลิตภัณฑ์ก๊าซมีน้ำหนักมากกว่าผลกระทบจากปริมาณการรับซื้อก๊าซที่ลดลงของโรงแยกก๊าซ ส่งผลให้ปริมาณขายปรับเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน เป็น 4,879 mmcfd ทั้งนี้ผลกระทบการปรับราคา NGV ทั้งไตรมาส (ตั้งแต่เดือน ก.พ.) จะช่วยลดการขาดทุนจากการขาย NGV เหลือ 2,800 ล้านบาท เมื่อเทียบกับของไตรมาสแรกที่ 3,300 ล้านบาท และประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อไตรมาสเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่การขายก๊าซให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม (เป็นสัดส่วนประมาณ 14% ของยอดขายผลิตภัณฑ์ก๊าซทั้งหมด) มีผลขาดทุนในไตรมาสแรก เนื่องจากความล่าช้าในการปรับราคาขายก๊าซเพื่อให้สะท้อนต้นทุน คาดผลประกอบการไตรมาส 3 ยังคงแข็งแกร่ง ท่ามกลางราคาของผลิตภัณฑ์พลังงานที่อ่อนตัวลง
ขณะที่ประมาณการของผลประกอบการในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลงเนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของราคาน้ำมัน อาจมีผลกระทบต่อกำไรหลังหักภาษีของ PTT ในไตรมาส 3 เชื่อว่า PTT จะมีผลกระทบน้อยกว่าบริษัทโรงกลั่นและปิโตรเคมีในเครือ โดยคาดว่าจะปรับลดลงเพียง 25% จากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท นอกจากผลประกอบการที่ดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของ PTTEP ยังคงมีมุมมองเชิงบวกว่าผลประกอบการของธุรกิจหลักของ PTT จะยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง การปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซที่น้อยลง (โดยโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 1 ปิดไป 60 วัน ในไตรมาส 2) จะส่งผลให้ปริมาณขายก๊าซและปริมาณการผลิตของโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้น คาดว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน และ 7% เป็น 4,995 mmcfd และ 1.6 ล้านตัน ตามลำดับ
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในเชิงลบความกังวลในด้านราคาน้ำมันดิบว่าอาจลดลงอีก ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อแนวโน้มของผลประกอบการของ PTT ในไตรมาส 3 อย่างไรก็ตามเชื่อว่าผลกำไรจากธุรกิจหลักในด้านผลิตภัณฑ์ก๊าซและน้ำมันที่มีเสถียรภาพ จะช่วยบรรเทาผลกระทบเชิงลบต่อ PTT ทั้งนี้การคิดค่าผ่านท่อก๊าซด้วยวิธี cost-plus-return และการปรับราคา NGV และราคา LPG หน้าโรงแยกก๊าซ ส่งให้ผลกำไรของ PTT ต่อไตรมาสอยู่ที่ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเห็นชัดเจนขึ้นในไตรมาสถัดๆ ไป โดยคิดเป็นสัดส่วน 60% ของผลประกอบการในไตรมาส 3 (เทียบกับ 50% ในไตรมาส 2 และ 30% ในอดีต) ผลกำไรจากที่กล่าวมานี้จะเป็นกำไรขั้นต่ำของบริษัท หากไม่มีส่วนแบ่งกำไรเพิ่มเติมจากบริษัทในเครือภาวะที่มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ทั้งนี้ไม่คิดว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับลงอย่างรุนแรงในอดีต







