
กนง.คงดอกเบี้ย ลดแรงกดดันกำไรแบงก์
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
ลุ้น!!! กนง.คงดอกเบี้ยหนุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์แรง เสียงเชียร์กสิกรไทยดังที่สุด
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 5 ส.ค. 2558 นับเป็นการประชุมรอบที่ 5 ของปี 2558 และเป็นประเด็นที่ตลาดเงิน-ตลาดทุนติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้ โดยเสียงส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าน่าจะเลือกที่จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.50% ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์อย่างชัดเจน และมีส่วนช่วยพยุงไม่ให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงเหมือนตลาดหุ้นต่างประเทศหลายแห่ง โดยดัชนีหุ้นปิดที่ 1,442.04 จุด เพิ่มขึ้น 1.92 จุด แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับมาขายหุ้นไทยรอบใหม่ 1,429 ล้านบาทก็ตาม
ด้านค่าเงินบาท เริ่มทรงตัว ไม่อ่อนลงอย่างรุนแรงเหมือนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่าช่วงนี้ จะเคลื่อนไหวบริเวณ 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า กนง.จะมีมติออกมา “คง” เพื่อต้องการประเมินผลของเงินบาทที่อ่อนค่าลงต่อการส่งออก และแรงส่งของการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2558 ขณะเดียวกันก็ช่วยประคองเสถียรภาพการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทไปควบคู่กัน
ขณะที่ฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งก็ออกมาในทิศทางเดียวกันว่า กนง.น่าจะคงดอกเบี้ย เช่น ฝ่ายวิจัยของ บล.เอเซีย พลัส (ASP) บล.โนมูระ พัฒนสิน (CNS) โดย สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการ
ผู้จัดการ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดว่า กนง.จะมีมติคงดอกเบี้ยภายหลังจากเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาอย่างรวดเร็ว และถือว่าน่าจะเป็นเรื่องที่สมเหตุผลกับสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้
สุกิจ กล่าวว่า การลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์นั้นน่าจะถึงเวลาที่จะสามารถเข้าทยอยซื้อหุ้นแบงก์ใหญ่ เพราะหากพิจารณาความเสี่ยงแล้วมีระดับที่ต่ำลงมาก และที่ราคาหุ้นที่ลดลงมาก่อนหน้าจูงใจให้ผลตอบแทนการลงทุนอยู่ในระดับที่ดีขึ้น
“ด้วยหุ้นธนาคารและพลังงานมีน้ำหนักในสัดส่วนที่ใหญ่ของตลาด ดังนั้นเมื่อมีแรงซื้อกลับเข้ามาหลังจากนักลงทุนเห็นว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ต่ำลงก็จะมีผลดีต่อดัชนีตลาด”
ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ASP กล่าวว่า กนง.น่าจะยืนดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อไป (ผลสํารวจของบลูมเบิร์ก นักเศรษฐศาสตร์ 19 คน จาก 21 คน มองว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยในรอบนี้) ซึ่งหาก กนง.คงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.50% จะเป็นผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มธนาคาร เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะทรงตัว ซึ่งหากพิจารณาโครงสร้างสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ 70% จะเป็นสินเชื่อแบบลอยตัว ขณะที่โครงสร้างเงินฝากมีเพียง 50% ที่เป็นลอยตัว ซึ่งการคงดอกเบี้ยน่าจะลดแรงกดดันในเรื่องการลดลงของกำไรสุทธิลงได้
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมองว่า ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) น่าสนใจที่สุด และให้ราคาเป้าหมายที่ 232 บาท ถัดมาคือ บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) ให้ราคาเหมาะสมตามพื้นฐานที่ 37.50 บาท และมองว่าหุ้นธนาคารพาณิชย์จะเป็นตัวหนุนดัชนี
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาหุ้นธนาคารปรับตัวลดลงมาเยอะจนทำให้สัดส่วนราคาต่อมูลค่าบัญชี (พี/บีวี) ของกลุ่มลงมาอยู่ที่ 1.29 เท่า ซึ่งต่ำค่าเฉลี่ย 2 ปี ซึ่งอยู่ที่ 1.32 เท่า และขณะที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ก็หล่นลงมาอยู่ที่ 9.52 เท่า ต่ำมาก น่าจะเป็นแรงสนับสนุนให้เห็นเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร
อดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ธนชาต กล่าวว่า กนง.น่าจะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ระดับเดิม เนื่องจากยังไม่ใช่จังหวะของการใช้นโยบายทางการเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าได้อีก หากธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจริงในช่วงปลายปีนี้ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งที่ผ่านมา ก็ยังไม่ได้กระตุ้นการลงทุนได้เท่าที่ควร แนะซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังจากที่ราคาปรับลงแรงจนทำให้มูลค่าถูกลง ทั้งลดแรงกดดันจาก NIM หาก กนง.คงอัตราดอกเบี้ย
โนมูระ พัฒนสินที่ระบุว่าจากผลสำรวจนักวิเคราะห์กว่า 82% เห็นว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยที่ 1.50% ซึ่งจะลดแรงกดดันต่อ NIM ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะหนุนแรงซื้อกลับ KBANK ธนาคารกรุงไทย (KTB) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ซึ่งปัจจุบันเทรดอยู่พี/อี ระดับต่ำ และแรงซื้อหุ้นธนาคารจะหนุนดัชนีให้ดีดตัวขึ้นมาได้สู่แนวต้าน 1,454 และ 1,462 จุดได้
ฝ่ายวิจัยของ CNS ชอบหุ้น KBANK เพราะมองว่าแนวโน้มปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จะค่อยๆ ดีขึ้น และน่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปี 2559 สนับสนุนให้กําไรปีหน้าจะเติบโต 13% จากปีนี้ ขณะที่ปัจจุบันเทรดเพียงสัดส่วนราคาตามมูลค่าบัญชีปีนี้ที่ 1.46 เท่า ดึงดูดการลงทุนในระยะกลาง ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นยังอยู่ในระดับสูง
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส มีความเชื่อว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ กนง.จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เป็น 1.25% ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้เลยก็ได้ เพราะหากมีการปรับลดในการประชุมครั้งหน้าในวันที่ 16 ก.ย. ก็จะตรงกับการประชุมเฟดที่มีโอกาสที่ทางฝั่งสหรัฐจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็ทำให้นโยบายการเงินของไทยและสหรัฐสวนทางกันอย่างชัดเจน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ให้มีความผันผวนมากขึ้น
สําหรับหุุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น ธนาคารพาณิชย์ ที่พักอาศัย ซึ่งกลุ่มธนาคารอาจได้รับผลกระทบทางลบระยะสั้นบ้าง แต่ไม่มาก เพราะคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียงบางประเภทเพื่อรักษา NIM ส่วนกลุ่มที่พักอาศัยได้รับผลดีจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นไม่มากเช่นกัน เพราะความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังต่ำและธนาคารก็ระมัดระวังในการปล&O3242;อยสินเชื่อที่พักอาศัย
บล.ฟิลลิป ให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคาร “มากกว่าปกติ” เริ่มเห็นการฟื้นตัวของสินเชื่อแต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงทำให้รายได้ดอกเบี้ยลดต่ำลง แต่กลุ่มธนาคารก็ยังได้อานิสงส์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงมากกว่า ทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงเติบโต นอกจากนี้หลายธนาคารยังมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นด้วย แต่การตั้งสำรองเพิ่มสูงขึ้นในเกือบทุกธนาคาร
ทั้งนี้ งวดครึ่งปีแรกที่ผ่านมาธนาคารมีกำไรสุทธิ 1.04 แสนล้านบาท ลดลง 0.71% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ส่วนงวดไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิ 5.15 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.9% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ช่วงนี้สะท้อนให้เห็นว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ เพราะหากดูผลตอบแทนการลงทุนในพันธบัตรอายุ 3-5 ปี จะพบว่าปรับตัวลดลงมา โดยพันธบัตร 5 ปี ลงมาอยู่ที่ 2.2% และตลอดทั้งเส้นจะเห็นว่าอัตราผลตอบแทนลดลงประมาณ 0.02%
สำหรับการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดซื้อขายล่วงหน้าจะปรับลงแรงก็ตามแต่เริ่มมีแรงซื้อกลับคืน นำโดยบริษัท ปตท. (PTT) เพราะเห็นว่าราคาคงจะปรับลดลงอีกไม่มากนัก ขณะที่มีเงินปันผลระหว่างกาลที่ดีเป็นสิ่งที่รองรับความเสี่ยงไว้







