
ปีนี้ต้องสรุป ‘โรงไฟฟ้ากระบี่’
ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่กระทรวงพลังงานและรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผชิญกระแสคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ส่งผลให้ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องยุติข้อขัดแย้งด้วยการเลือก “ถอยหนึ่งก้าว”
ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่กระทรวงพลังงานและรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผชิญกระแสคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ส่งผลให้ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องยุติข้อขัดแย้งด้วยการเลือก “ถอยหนึ่งก้าว”
“ที่บอกว่าคนภาคใต้ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินแต่ยอมจุดตะเกียง ตรงนี้ผมคงยอมไม่ได้ และต้องถามว่าคนภาคใต้คนไหน จะต้องให้ทำประชามติหรืออย่างไร แล้วถ้ารัฐบาลบอกว่า คุณงอน ผมเลยงอนบ้าง จะไม่สร้างโรงไฟฟ้าแล้ว ก็จะมีคนภาคใต้อีกจำนวนมากกว่าที่จะรุมต่อว่ารัฐบาลว่าทำตัวเหมือนภาคนิยมในขณะที่ไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตแม้แต่รีสอร์ทก็ใช้ไฟฟ้าและใช้มากด้วย” คุรุจิต นาครทรรพ ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานคณะกรรมการ กฟผ. ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งให้ตั้งคณะกรรมการไตรภาคีหาข้อยุติก่อนผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์
คุรุจิต อธิบายว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่มีความจำเป็นเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้พื้นที่ภาคใต้ทั้งภาคที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 7% ต่อปี และแม้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำ แต่การใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ยังขยายตัวที่ 4-5% ต่อปี หากไม่ทำอะไรเลย โอกาสที่ไฟฟ้าจะดับทั้งภาคใต้เหมือนเมื่อ 2 ปีก่อนก็เป็นไปได้สูง นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และถ้ามีคนต่อต้านแล้วจะทำอะไรไม่ได้ ก็คงไม่ใช่
“มีคนเสนอว่าไม่ทำโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ไหม ให้ทำโซลาร์เซลล์แทน ก็ตอบว่า มันไม่พอ โซลาร์เซลล์ผลิตไฟได้แต่ตอนกลางวัน และถ้าจะติดแผงโซลาร์เซลล์ 3,000 เมกะวัตต์ จะเอาพื้นที่ตรงไหนไปตั้งแผง หรือถ้าจะต่อสายส่งจากภาคกลางลงไปก็ทำได้ แต่ลงทุนสูง ทั้งมีบทเรียนมาแล้วว่าไฟดับทั้งภาคใต้ และเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าแหล่งผลิตไฟฟ้าจะต้องอยู่ใกล้กับผู้ใช้ ส่วนการเอาน้ำมันปาล์มมาเผาผลิตไฟฟ้า มันก็ผิดวัตถุประสงค์ เพราะปาล์มผลิตเพื่อบริโภค แต่ถ้าเอามาเผาปั่นไฟจริงๆ ค่าไฟฟ้าจะแพงกว่าน้ำมันเตา แต่ที่เราต้องทำเพราะถูกขอร้องให้ทำเพื่อแก้ปัญหาปาล์มตกต่ำ”
คุรุจิต ย้ำว่า แม้ว่าภาคใต้จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งกว่า 3,000 เมกะวัตต์ แต่ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าที่พึ่งพาไม่ค่อยได้ และหากเดินเครื่องจะมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูง
“บางโรงมันเหมือนรถแลนด์โรเวอร์ หรือเครื่องบินรบ แต่บินหรือวิ่งไม่ได้เพราะอะไหล่ขาด อย่างเขื่อนรัชชประภาที่ผลิตไฟฟ้าได้ 200 เมกะวัตต์ แต่ก็มีเงื่อนไขว่าต้องมีน้ำเต็มเขื่อนนะ ถ้าน้ำไม่เต็มเขื่อนความแรงของน้ำก็ไม่เท่ากัน โรงไฟฟ้าดีเซลที่ จ.สุราษฎร์ธานี ปกติเขาก็ไม่เดินเครื่อง เพราะถ้าเดินเครื่องค่าไฟฟ้ามัน 8 บาท/หน่วย หรือโรงไฟฟ้าน้ำมันเตาที่ จ.กระบี่ ถ้าจำเป็นต้องเดินเครื่องต้นทุนจะอยู่ที่ 5 บาท/หน่วย ขณะที่ กฟผ.เขาจะสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนราคาถูกก่อน เพราะถ้าเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่แพง ต้นทุนจะผ่องถ่ายไปให้คนทั้งประเทศ”
คุรุจิต ยืนยันว่า พื้นที่ที่กำหนดให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เป็นพื้นที่ที่เหมาะสม เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว และเดิมพื้นที่นี้ก็เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์เก่า ประชาคมในกระบี่ทราบเรื่องดี ส่วนที่ต้องเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะก๊าซธรรมชาติจะหมด จึงต้องกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง ไม่เช่นนั้นค่าไฟฟ้าก็จะแพง
“ต้องถามว่าเขาต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเพราะเหตุใดก่อน ถ้าอ้างเรื่องอีเอชไอเอไม่พร้อม เราก็ทำให้พร้อมได้ ทำให้ถูกหลักวิชาการได้ แต่ถ้าบอกว่าแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันไม่ควรมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ให้ไปดูที่ จ.ระยอง ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนกัน และมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 แห่ง ดังนั้น ถ้าบอกกลัวจะกระทบแหล่งท่องเที่ยว ก็เป็นการกังวลเกินไป เช่นที่กังวลว่าเรือถ่านหินที่วิ่งเข้ามาจะกระทบต่อทัศนียภาพ เขาวิ่งวันละ 2 เที่ยวเท่านั้น และปัจจุบันก็มีเรือน้ำมันวิ่งอยู่แล้ว ถามว่าเรือบรรทุกน้ำมันกับเรือบรรทุกถ่านหินอันไหนน่ากลัวกว่ากัน อีกทั้งด้วยสภาพภูมิประเทศภาคใต้ที่มีสันเขาอยู่ตรงกลาง โรงไฟฟ้าที่ใช้ในฝั่งอันดามันก็ต้องอยู่ฝั่งอันดามัน แต่ประเด็นที่สำคัญเหนืออื่นใด คือ ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และโรงไฟฟ้าในภาคใต้ก็เก่าลงๆ”
นอกจากนี้ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเรือขนส่งถ่านหิน ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่แล้ว 3 ครั้งว่า สิ่งที่คนในพื้นที่กังวลหรือมีข้อห่วงใย
มีอะไรบ้าง และได้เตรียมแผนป้องกันผลกระทบไว้แล้ว อีกทั้งโครงการนี้ยังช่วยสร้างงานให้คนในพื้นที่ และหลังสร้างเสร็จก็จะมีเงินสะพัดเพราะมีเงินสนับสนุนจากกองทุนรอบโรงไฟฟ้าปีละ 100 ล้านบาท
ในขณะที่การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (อีเอชไอเอ) ได้ทำมาเป็นปีๆ แล้ว เพียงแต่กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการชำนาญการ หากคณะกรรมการไม่พอใจ กฟผ.ก็ต้องกลับมาแก้ไขใหม่ ถ้าคณะกรรมการเห็นชอบก็ยังต้องส่งให้คณะกรรมการอิสระด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นประกอบ ก่อนเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ
“กระบวนการที่ทำกันมาก็ยาวไกลเหมือนกัน เราก็หวังว่าหากทำถูกต้องตามหลักวิชาการ มันก็น่าจะเสร็จสิ้นได้ในปีนี้่ ส่วนที่เราต้องให้ยื่นซองประมูลก่อน เป็นการทำคู่ขนานกันเหมือนการสร้างบ้าน ก็ต้องออกแบบ ขออนุญาตก่อสร้าง แต่ในระหว่างนี้เราจะรอก็คงไม่ใช่ เราก็ต้องไปหาผู้รับเหมา ปรับพื้นที่ ถมที่ อะไรที่ทำได้ก็ทำไปก่อน มีแต่คนที่ไม่เคยบริหารไม่เคยทำงานเท่านั้นแหละที่จะพูดอย่างนั้น อย่างโครงการนี้มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2562 แต่ในระหว่างทางมันมีคำว่า ‘ถ้า’ ตลอด เช่นถ้าสุดท้ายรัฐบาลไม่อนุมัติงบประมาณให้มันก็สร้างไม่ได้”
สำหรับความคืบหน้าการจัดประชุมคณะกรรมการไตรภาคี คุรุจิต บอกว่า “นายกฯ บอกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโครงการที่จำเป็น แต่ถ้ามีข้อกังวลก็ให้คณะกรรมการไตรภาคีที่มาจากฝั่งกระทรวงพลังงาน ฝั่งผู้คัดค้าน และฝั่งที่เป็นกลาง เช่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปศึกษาว่า สิ่งที่เขาคัดค้านเขาคัดค้านอะไร ส่วนจะได้ข้อสรุปอย่างไร ยอมรับเลยว่าไม่ทราบ แต่ผมคิดว่าประเทศเราก็ผ่านเหตุการณ์นี้มามากแล้ว มันก็ต้องพูดกันด้วยเหตุด้วยผล”
คุรุจิต ยังมองว่า ไม่ควรนำกรณีการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่มาเชื่อมโยงกับกรณีการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา โดยโครงการโรงไฟฟ้าเทพาเป็นนโยบายของรัฐบาลที่เริ่มกระบวนการมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี มีการรับฟังความเห็นมาแล้ว 2 ครั้ง และครั้งล่าสุดเป็นครั้งสุดท้าย บังเอิญว่าการรับฟังความเห็นที่วางไว้ล่วงหน้า มันไปตรงกับช่วงที่มีการประท้วงคัดค้านโรงไฟฟ้ากระบี่ในกรุงเทพฯ พอดี
“อย่าเอาไปผูกเป็นเหตุการณ์เดียวกัน เดี๋ยวคนจะหาว่ามีคนอยู่หลังฉากบงการการคัดค้าน ซึ่งไม่ใช่ โรงไฟฟ้ากระบี่ก็เป็นเรื่องของคนกระบี่ โรงไฟฟ้าเทพาก็เป็นเรื่องของคนเทพา แต่ถ้าจะคัดค้านมันก็ต้องหักล้างด้วยเหตุผล ไม่ใช่มาถามคนที่ทำโครงการว่าไม่ทำได้หรือไม่ ในเมื่อเป็นโครงการทำเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ”
เมื่อถามว่ากระทรวงพลังงานแพ้ในด้านงานมวลชนหรือไม่ คุรุจิต บอกว่า “ผมไม่ชอบใช้คำว่าแพ้หรือชนะ เพราะว่าแพ้หรือชนะตอบไปก็เป็นการท้าทายเปล่าๆ ถามว่าเพลี่ยงพล้ำไหม ผมก็ไม่รู้ กระทรวงพลังงานต้องเดินหน้าภารกิจที่ต้องทำ ผมก็ไม่อยากพูดไปชนกับใคร เพราะประเทศบอบช้ำมามากแล้วจากการเอาแพ้เอาชนะ ถ้าล้มโครงการได้ก็ไปโบกธงไหวๆ หรือเราจะปล่อยให้ไฟดับในภาคใต้อีก โดยที่รัฐบาลงอมืองอเท้าไม่ทำอะไรเลยหรือ”







