posttoday
เปิด8โซนทำเลทองราคาพุ่ง20% จับตาที่พหลโยธิน-อารีย์สุดฮอต

เปิด8โซนทำเลทองราคาพุ่ง20% จับตาที่พหลโยธิน-อารีย์สุดฮอต

08 กรกฎาคม 2553

 

 

 

โพสต์ทูเดย์ — ฮาริสันระบุราคาที่ดิน 8 ทำเลทองพุ่งพรวดไม่ต่ำกว่า 20% ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ย่านพหลโยธินอารีย์ฮอตสุด

นายอลัน หลิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ฮาริสัน เปิดเผยว่า ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาที่ดินบริเวณใจกลางเมือง 8 โซนหลัก ได้แก่ 1.โซนสีลมสาทร 2.โซนชิดลมเพลินจิต 3.โซนสุขุมวิทซอย 120 4.โซนสุขุมวิท ซอย 2155 5.โซนสุขุมวิทตอนปลาย ซอย 55103 6.โซนพญาไท 7.โซนรัชดาฯลาดพร้าว และ 8.โซนพหลโยธินอารีย์ มีความต้องการสูงจนทำให้ราคาปรับขึ้นต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 20% และบางทำเลปรับขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่การเติบโตของราคาในกรุงเทพฯ เฉลี่ยที่ 45% ต่อปี

ทั้งนี้ เริ่มจากโซนสีลมสาทรในช่วงปี 25492551 ราคาซื้อขายอยู่ที่ 25 แสนบาทต่อ ตร.ว. ปรับขึ้นเป็น 4 แสนบาท–1 ล้านบาทต่อ ตร.ว. ในปี 25522553 ตามด้วย โซนชิดลมเพลินจิต จากเดิมมีราคาอยู่ที่ 78 แสนบาทต่อ ตร.ว. ปรับขึ้นเป็น 1.21.5 ล้านบาทต่อ ตร.ว.

สุขุมวิทตอนต้นตั้งแต่ซอย 121 เดิมมีราคาอยู่ที่ 48 แสนบาทต่อ ตร.ว. เพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนบาท1 ล้านบาทต่อ ตร.ว. สุขุมวิทตอนกลางระหว่างซอย 2155 (ทองหล่อ) เดิมราคาซื้อขายอยู่ที่ 3.55 แสนบาทต่อ ตร.ว. เพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนบาท–1 ล้านบาทต่อ ตร.ว. ส่วนสุขุมวิทตอนปลาย ตั้งแต่ทองหล่อ–ซอย 103 ราคาขายอยู่ที่ 23 แสนบาทต่อ ตร.ว. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 47 แสนบาทต่อ ตร.ว.

ขณะที่โซนพญาไทหลังจากเริ่มมีคอนโดมิเนียมเปิดตัวมากขึ้น ทำให้ราคาที่ดินปรับเพิ่มจาก 2.54 แสนบาทต่อ ตร.ว. เป็น 46 แสนบาทต่อ ตร.ว. ส่วนรัชดาฯลาดพร้าว เพิ่มขึ้นจาก 2.53.5 แสนบาทต่อ ตร.ว. เป็น 44.5 แสนบาทต่อ ตร.ว. และโซนพหลโยธินอารีย์ ถือว่าเป็นทำเลที่ได้รับความสนใจมากที่สุด วัดได้จากจำนวนคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ โดยมีราคาที่ดินเพิ่มจาก 2.53.5 แสนบาทต่อ ตร.ว. เป็น 3.54 แสนบาทต่อ ตร.ว.

การเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินมีผลให้ราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น โดยเดิมต้นทุนที่ดินคิดเป็นสัดส่วนเพียง 30% ส่วนอีก 70% เป็นต้นทุนก่อสร้าง แต่ปัจจุบันต้นทุนที่ดินสัดส่วนขยับขึ้นเป็น 40% และต้นทุนก่อสร้างอยู่ที่ 60%

นอกจากนี้ การที่ราคาคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังไม่สามารถเจาะตลาดลูกค้าต่างประเทศได้ เนื่องจากเศรษฐกิจทางฝั่งอเมริกา และยุโรปยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันมาเจาะตลาดลูกค้าคนไทยมากขึ้น สัดส่วนมากกว่า 80% ด้วยการชูจุดขายซื้อเพื่อลงทุน และสัดส่วนอีก 20% ขยายไปเจาะกลุ่มลูกค้าชาวเอเชียจีน สิงคโปร์ และฮ่องกงทดแทน

แม้ว่าราคาที่ดินจะปรับตัวสูงขึ้น แต่นักลงทุนยังมั่นใจว่าตลาดคอนโดมิเนียมระดับสูงมีความต้องการต่อเนื่อง จึงดึงดูดให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดต่อเนื่องเช่นกัน โดยพบว่ากลุ่มผู้รับเหมา กลุ่มอุตสาหกรรมหนักและกลุ่มสิ่งทอหันมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงกว่าธุรกิจเดิม เช่น กลุ่มโอเวอร์ซี ทุนอุตสาหกรรมเหล็ก ซื้อตึกเก่าบริเวณตรงข้ามโรงแรมอินทราของโกลเด้นแลนด์มาพัฒนาต่อเป็นศูนย์ค้าส่งและโรงแรม จำนวน 898 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 5.5 พันล้านบาท

กลุ่มหุ้นส่วนของผู้รับเหมา บริษัท ฤทธา แตกไลน์มาพัฒนาโครงการแรก เจ เรสซิเด้นซ์ สุขุมวิท ซอย 39 จำนวน 168 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 879 ล้านบาท กลุ่มรับเหมา บริษัท โฟกัส ดีเวลลอปเม้นท์ พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ศาลาแดง ซอย 1 กลุ่มผู้รับเหมา พรีบิลด์ เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมเดอะ เทมโป เป็นโครงการที่ 2 กลุ่มรับสร้างบ้าน บิลดิ่ง พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัวคอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิท 61 เป็นต้น

สำหรับฮาริสันในปีนี้ตั้งเป้ารับบริหารโครงการรวม 40 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยมีโครงการในมือแล้ว 20 โครงการ ล่าสุดรับบริหารคอนโดมิเนียม 10 โครงการ รวม 2,286 ยูนิต และตั้งเป้ายอดขายสิ้นปี 1.5 หมื่นล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 8,000 ล้านบาทโดยในครึ่งปีแรกเจอวิกฤติทางการเมือง ยอดขายต่ำเป้ากว่าเป้าหมายเกือบ 50%

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน