
พรก.ดับฝันหุ้นวิ่งไกล
ทุนต่างชาติยังไม่กลับเข้าไทยเอเซียพลัสให้ไม่เกิน820จุด
โพสต์ทูเดย์
— หมดหวังหุ้นพุ่งแรง เอเซีย พลัสมอง พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังอยู่เงินต่างชาติไม่กล้าเข้า ดัชนีวิ่งแถว 780820 ซื้อแค่หุ้นปันผลนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรมผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวในงานสัมมนา
“จับจังหวะลงทุน...เลือกหุ้น Q3” ว่า เงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติจะยังไม่ไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยจึงคาดว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบจำกัดเพียง 40 จุด ระหว่าง 780 จุด จนถึงกรอบด้านบน 810820 จุดปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินทุนต่างชาติยังไม่เข้ามาลงทุน เพราะไม่มั่นใจในภาวะการเมืองในประเทศไทย หลังจากรัฐบาลยังไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งตีความได้ว่าสถานการณ์โดยรวมยังไม่นิ่ง แต่หากรัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะซื้อขายอยู่บนอัตราราคาต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) ระดับ 14 เท่า หรือดัชนีที่ระดับ 850 จุด
นายเทิดศักดิ์ แนะนำการลงทุนในภาวะเงินต่างชาติไม่เข้ามาว่านักลงทุนเลือกลงทุนหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกลางปีนี้สูงและมีค่าพี/อีต่ำ เช่น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) บริษัท มั่นคงเคหะการ (MK) และบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) เป็นต้น
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่าการซื้อขายหุ้นในระยะนี้เรียกได้ว่าค่อนข้างแห้ง ผู้ที่มีบทบาทต่อตลาดมีเพียงผู้ลงทุนรายบุคคลเท่านั้น
ขณะที่ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบจาก 2 ปัจจัย คือ ต่างชาติยังไม่เข้าลงทุน เพราะไทยยังไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และอีกปัจจัยคือ ยังมีความไม่ชัดเจนเรื่องมาบตาพุด ซึ่งมีผลต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน
อย่างไรก็ตาม หลักการลงทุนในไตรมาส 3 หรือช่วงครึ่งหลังของปีนี้มี 3 กรณี คือ 1.การประมูล 3จีจะมีความชัดเจนในเดือน ก.ย.นี้2.ดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้น และ 3.ธุรกิจท่องเที่ยวน่าจะฟื้นตัวได้ในช่วงปลายปี ดังนั้นจึงเลือกให้ลงทุนในหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ คือ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)
บล.ทิสโก้ ออกบทวิเคราะห์ยืนยันให้เข้าซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) โดยให้ราคาเหมาะสมที่ 331 บาท หลังทิสโก้ได้นำผู้บริหาร SCC ออกไปพบผู้จัดการกองทุนที่อังกฤษ พบว่าผลการดำเนินธุรกิจจะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะรายได้จากธุรกิจปิโตรเคมีที่มีสัดส่วนประมาณ 47% ของผลประกอบการในปี 2552 น่าจะโตขึ้นเท่าตัวในปี 2555 ขณะที่ธุรกิจกลุ่มอื่นยังคงเติบโตต่อเนื่อง
นอกจากนี้ SCC ยังมีกระแสเงินสดที่สูงขึ้น ก็จะเปิดโอกาสให้ไปซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการได้มากขึ้น อาทิ การซื้อศูนย์ปิโตรเคมีแห่งแรกในเวียดนาม โรงงานปูนซีเมนต์ในอินโดนีเซีย การเข้าซื้อโรงงานปูนซีเมนต์ในเวียดนาม และโรงงานกล่องในประเทศไทยและในภูมิภาค
ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาสแรก SCC มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเท่ากับ 32,475.21 ล้านบาท
ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเขียวยกแผง มีแรงซื้อเข้ามาหนุนดัชนีบวกแรง ส่วนตลาดหุ้นไทยปิดที่จุดสูงสุดของวัน 815.52 จุด เพิ่มขึ้น 11.49 จุดคิดเป็น 1.43% มูลค่าหนาตาขึ้น 28,452 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 508 ล้านบาท
มาร์เก็ตติง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยและเอเชียวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา พลิกล็อกและผันผวนมากจากช่วงเช้าตลาดส่วนใหญ่ติดลบ แต่เมื่อนักลงทุนเห็นดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าเป็นบวกก็กลับเข้ามาซื้อ ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียทั้งหมดปิดเพิ่มขึ้นจากวันก่อน
สำหรับตลาดหุ้นไทยบวกถึง 1.43% นับว่าสูงมากเทียบกับหลายแห่งในเอเชีย เป็นเพราะนักลงทุนกลับมาซื้อหุ้นพลังงานและธนาคารพาณิชย์ ขณะที่หุ้นอสังหาริมทรัพย์บางตัวโดยเฉพาะในกลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังคงทะยานต่อเนื่อง
“
หุ้นที่บวกมา 11 จุด ถือว่าดีเกินคาด และวันที่ 7 ก.ค. น่าจะมีแรงส่งให้ตลาดขยับไปต่อ หากไม่มีข่าวร้ายจากต่างประเทศ ส่วนแรงซื้อก็เข้าไปบริษัทที่คาดว่ากำไรจะออกมาดี เช่น หุ้นเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) และธนาคารใหญ่” แหล่งข่าวเปิดเผย






