
โนบุยูกิ มูราฮาชิ ถ้าจะลดภาษีให้อีโคคาร์ มิตซูบิชิก็ยินดี
ในส่วนของ อี85 นั้น การที่รัฐบาลออกมาประกาศลดภาษีลงไปอีก 3% นั้น ถือเป็นการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐ ที่จะช่วยผลักดันให้ตลาดขยายตัวมากขึ้น
ในส่วนของ อี85 นั้น การที่รัฐบาลออกมาประกาศลดภาษีลงไปอีก 3% นั้น ถือเป็นการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐ ที่จะช่วยผลักดันให้ตลาดขยายตัวมากขึ้น
โดย...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล
ตกเป็นจำเลยของสังคมในฐานะผู้ล็อบบี้รัฐบาลในเรื่องการลดภาษีสำหรับการผลิตรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง อี85 ในประเทศไทย ที่คณะรัฐมนตรีประกาศอนุมัติไปในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ 1 ใน 2 รายในประเทศไทยที่ใช้เชื้อเพลิง อี85 ได้ ไม่เคยออกมาตอบโต้ในเรื่องนี้
ในงานฉลองครบรอบการผลิต 2 ล้านคัน ในประเทศไทยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มิตซูบิชิเปิดฐานการผลิตใหญ่ที่แหลมฉบัง เพื่อต้อนรับสื่อมวลชนที่เดินทางร่วมทำข่าว นอกจากผู้บริหารจากญี่ปุ่นแล้ว ผู้บริหารในเมืองไทยอย่าง โนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ก็ร่วมตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ
โดยเฉพาะเรื่องของการสนับสนุนทางด้านภาษี และการที่มิตซูบิชิโดนหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกร้องให้รัฐบาลลดภาษี อี85 นั้น มูราฮาชิ ตอบว่า รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนในเรื่องการใช้พลังงานทดแทนด้านต่างๆ ค่อนข้างมาก ทำให้บริษัทตัดสินใจเดินหน้าผลิตสินค้าที่ใช้พลังงานทดแทนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแลนเซอร์ ซีเอ็นจี แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ที่ใช้เชื้อเพลิง อี85 ได้ รวมไปถึงไทรทัน ซีเอ็นจี ซึ่งในอนาคตหากตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้น บริษัทก็พร้อมที่จะพิจารณาปรับไลน์ผลิตสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้น
ในส่วนของ อี85 นั้น การที่รัฐบาลออกมาประกาศลดภาษีลงไปอีก 3% นั้น ถือเป็นการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐ ที่จะช่วยผลักดันให้ตลาดขยายตัวมากขึ้น ซึ่งการที่มีผู้ประกอบการออกมาเรียกร้องขอให้รัฐบาลลดภาษีรถยนต์ประเภทอื่นๆ มิตซูบิชิก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดี
“หากรัฐบาลจะลดภาษีให้กับโครงการอีโคคาร์ลงไปอีก ก็เป็นเรื่องที่ดี และมิตซูบิชิมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมยานยนต์ หากการลดภาษี อี85 จะทำให้ภาษีรถยนต์ประเภทอื่นๆ ลดลงไปอีก อย่างไรก็ตามมองว่าโครงการ อี85 ที่ลดภาษีลงไป จะไม่ส่งผลกระทบกับรถยนต์ประเภทอื่นๆ รวมถึงอีโคคาร์ก็ไม่ได้ผลกระทบเช่นกัน”
มูราฮาชิ กล่าวถึงศักยภาพของโรงงานผลิตรถยนต์ของมิตซูบิชิในปีนี้ ว่าจะมีการเดินหน้ากำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจนใช้กำลังการผลิตเกือบ 100% ที่มีอยู่ 2 แสนคันต่อปี ซึ่งปรับตัวเพิ่มจากในช่วงที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้มีการใช้กำลังการผลิตเพียง 65% ของกำลังการผลิตทั้งหมดเท่านั้น
กำลังการผลิต 2 แสนคันต่อปีนั้น แบ่งออกเป็นการผลิตรถยนต์แลนเซอร์ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ และปาเจโร่ สปอร์ต 6 หมื่นคัน ที่เหลืออีก 1.4 แสนคัน เป็นการผลิตปิกอัพไทรทัน โดยกว่า 80% ของการผลิตในประเทศไทยจะใช้เพื่อการส่งออก นอกจากนี้ยังมีโรงงานผลิตเครื่องยนต์ที่ผลิตปีละกว่า 2.6 แสนเครื่อง ในประเทศไทยต่างหาก
ปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกรถยนต์ไปมากกว่า 140 ประเทศทั่วโลก โดยมีการส่งออกในปีล่าสุด 1.335 แสนคัน และคาดว่าจะมีการส่งออกเพิ่มขึ้น 30% ในปีนี้ ขณะที่ตลาดในประเทศก็ประสบความสำเร็จด้วยยอดจำหน่ายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
“ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มิตซูบิชิสร้างสถิติยอดจำหน่ายสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2549 ด้วยยอดจำหน่าย 3,474 คัน ซึ่งมิตซูบิชิเชื่อว่าจะมียอดจำหน่ายรวม 3.2 หมื่นคัน ตามเป้าหมายที่วางไว้ หรือเติบโตจากปีที่ผ่านมาถึง 37% แต่หากตลาดขยายตัวเพิ่มเป็น 7 แสนคัน ก็เชื่อว่าจะมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 3.5 หมื่นคัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 5%”
มูราฮาชิ กล่าวสรุปว่า การเติบโตของมิตซูบิชิในประเทศไทยนั้น เป็นผลมาจากการที่โครงสร้างสาธารณูปโภคของประเทศไทยมีความพร้อมสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่รัฐบาลเองก็ให้การสนับสนุนที่ดีกับผู้ประกอบการ เป็นเหตุให้มิตซูบิชิตัดสินใจเดินหน้าลงทุนขนาดใหญ่มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ในประเทศไทยตามที่เป็นข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้
ที่สำคัญ เป็นการยืนยันว่ายังไงประเทศไทยก็จะเป็นฐานการผลิตหลักที่มีความสำคัญของบริษัท และจะไม่มีการถอนทัพไปจากประเทศไทยอย่างแน่นอน!!!







