
เตรียมเน็ตเวิร์กรับมือทราฟฟิกมหาศาล
โดย...ปากกาด้ามเดียว
โดย...ปากกาด้ามเดียว
ในโลกธุรกิจ ผู้บริหารด้านไอทีขององค์กรไม่สามารถนำข้อมูลเชิงบวกของ “อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์” (Internet of Things - IoT) มาจัดการบริหารภาพรวมของค่าใช้จ่ายแท้จริงขององค์กร หรือพิสูจน์ว่าการวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดได้
เบนิ เซีย ผู้อำนวยการระดับภูมิภาค บริษัท โบรเคด ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การนำอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์มาใช้งาน ผู้บริหารด้านไอทีต้องเริ่มต้นด้วยการประเมินค่าใช้จ่ายและองค์ประกอบสำหรับการใช้งาน IoT และต้องตระหนักว่าการอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานเน็ตเวิร์กที่มีอยู่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพราะบ่อยครั้งเน็ตเวิร์กรุ่นเก่าไม่สามารถรับมือกับปัญหาการเพิ่มขึ้นของดาต้าทราฟฟิก และจำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ
ดังนั้น การปรับขยายขีดความสามารถและความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานเน็ตเวิร์กจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถให้บริการแก่ทั้งผู้ใช้ แอพพลิเคชั่นและดาต้าได้ในปริมาณที่มากขึ้น โดยทั่วไปแล้วระบบเวอร์ชวลไลเซชั่นของธุรกิจจะอยู่ในชั้นฟิสิกคอลเลเยอร์และเลเยอร์ 2 แต่จำเป็นต้องขยายไปยังชั้นเน็ตเวิร์กเลเยอร์ เพื่อรองรับจำนวนอุปกรณ์เอนพอยต์เชื่อมต่อต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการใช้งาน IoT
จากผลการค้นคว้าวิจัยของโบรเคด พบว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจำนวน 9 ใน 10 คน ยอมรับว่าโครงสร้างพื้นฐานของตนต้องการการอัพเกรดโดยเฉพาะ เห็นได้ชัดว่าเน็ตเวิร์กจำเป็นต้องพัฒนาขึ้นอีก ไม่เช่นนั้นแล้วองค์กรก็จะไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์
ทั้งนี้ จะต้องพิจารณาความสมดุลระหว่าง “สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ” กับ “การให้บริการที่ไม่กระทบความเร็วของแบนด์วิดท์และความปลอดภัยของระบบ” และต้องระวังไม่ให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องและข้อมูลที่ซับซ้อนมากเกินไป
ไอดีซี ระบุว่า ตลาดอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ตลอดจนเทคโนโลยีและเซอร์วิสที่เกี่ยวข้องนั้น จะมีมูลค่าสูงถึง 8.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2020 และมีอุปกรณ์เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตจำนวน 212 พันล้านชิ้น ซึ่งทำให้อำนาจของเน็ตเวิร์กเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ในขั้นแรกองค์กรจะต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของเน็ตเวิร์กให้มีความยืดหยุ่นและปรับขนาดได้มากขึ้น เพื่อให้เน็ตเวิร์กสามารถรับมือกับจำนวนทราฟฟิกที่เพิ่มขึ้นมาก และต้องไม่ลืมพิจารณาเน็ตเวิร์กที่กำหนดด้วยซอฟต์แวร์ หรือเอสดีเอ็น ที่ช่วยปรับเปลี่ยนรูปแบบเน็ตเวิร์ก ปลดล็อกอัจฉริยภาพเพื่อการบริการใหม่ๆ และการวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น







