
จ้างเวดดิง แพลนเนอร์เหมือน"ซื้อประกัน"ให้งานแต่ง
สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำให้ต้องพูดถึงบริการของ เวดดิง แพลนเนอร์ คือ เวดดิง แพลนเนอร์ จะช่วยให้งานแต่งออกมาดูดีที่สุดภายใต้งบประมาณที่กำหนดไว้
สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำให้ต้องพูดถึงบริการของ เวดดิง แพลนเนอร์ คือ เวดดิง แพลนเนอร์ จะช่วยให้งานแต่งออกมาดูดีที่สุดภายใต้งบประมาณที่กำหนดไว้
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
งานแต่งงาน ดูจะเป็นหนึ่งในฝันหวานของสาวๆ หลายๆ คน มีความสุขกับวาดภาพฝันว่า งานแต่งงานของพวกเธอจะเป็นอย่างไร ชุดสวยแค่ไหน ใช้ดอกไม้สีอะไร และพวกเธอจะมีความสุขมากขนาดไหนที่งานทุกอย่างออกมาเป็นเหมือนที่ฝันไว้
โดยมาก “ว่าที่เจ้าสาว” มักอยากจะเตรียมงานด้วยตัวเองทุกขั้นตอน เพื่อเก็บความทรงจำในวันที่พิเศษที่สุดอีกวันหนึ่งในชีวิต แต่การเตรียมงานแต่งงานด้วยตัวเองจริงๆ มีเรื่องให้ทำตั้งมากมาย งานจุกจิก และสร้างความเครียด ขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง “เจ้าสาวรุ่นพี่” ที่จัดงานแต่งงานด้วยตัวเองต่างรู้ความจริงข้อนี้ดี
นอกจากนี้ การหาข้อมูลสำหรับการจัดงานแต่งงานเป็นการหาข้อมูลที่ไม่มีวันจบสิ้นจนกว่าจะถึงวันงาน
ขณะที่บางคนแม้จะผ่านพิธีการแต่งงานของตัวเองไปแล้ว แต่ก็ยัง “อิน” ไม่เลิก อยากจะย้อนเวลากลับไปจัดอีกสักรอบจะได้ออกมาสมบูรณ์แบบอย่างใจ แต่คงไม่ถึงกับต้องพยายามจัดงานแต่งงานหลายๆ รอบ เพื่อให้เชี่ยวชาญจนจัดงานครั้งล่าสุดนี้ได้อย่างไม่มีที่ติ
เพราะเรื่องแบบนี้มีมืออาชีพมาช่วยแบ่งเบาภาระและทำให้งานแต่งงานในฝันออกมาได้สมบูรณ์มากที่สุด เพราะพวกเขาคือ นักวางแผนการจัดงานแต่งงาน หรือที่เรียกกันว่า “เวดดิง แพลนเนอร์”
...สร้างสุขให้สมหวัง
เวดดิง แพลนเนอร์ มีหน้าที่มากกว่าแค่การช่วยเตรียมงานแต่งงาน แต่ เอกวัฒน์ อมรพงศ์พิสุทธิ์ แห่ง Wedding Story หนึ่งในเวดดิง แพลนเนอร์ แถวหน้าของเมืองไทย บอกว่า หน้าที่ของเวดดิง แพลนเนอร์ จะต้องทำให้งานแต่งออกมาราบรื่น ลงตัว ดูดี และประหยัดคุ้มค่ามากที่สุด
และเวดดิง แพลนเนอร์ จะต้องทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษา” ให้กับว่าที่เจ้าบ่าวและว่าที่เจ้าสาว เริ่มตั้งแต่การพูดคุยกับผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย การคิดคอนเซปต์งาน ดูแลตั้งแต่การ์ดเชิญ ของชำร่วย การจัดเลี้ยง เสื้อผ้าหน้าผม ไปจนกระทั่งงานแต่งผ่านพ้นไปด้วยดี
เอกวัฒน์ บอกว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับเวดดิง แพลนเนอร์ ไม่ใช่งานเลี้ยงฉลองในช่วงเย็น แต่เป็นช่วงงานพิธี เพราะฉะนั้นเวดดิง แพลนเนอร์จะต้องรู้กระบวนการขั้นตอนพิธีการที่ถูกต้อง
แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำให้ต้องพูดถึงบริการของ เวดดิง แพลนเนอร์ คือ เวดดิง แพลนเนอร์ จะช่วยให้งานแต่งออกมาดูดีที่สุดภายใต้งบประมาณที่กำหนดไว้ เพราะการควบคุมงบประมาณเป็นหนึ่งในหน้าที่ของเวดดิง แพลนเนอร์
เพราะ เวดดิง แพลนเนอร์ ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงธุรกิจรับจัดงานแต่งจะต้องมี “สายสัมพันธ์” ที่ดีกับผู้ให้บริการในด้านต่างๆ เพราะฉะนั้นน่าจะทำให้ได้ค่าบริการที่ต่ำกว่าการที่คู่บ่าวสาวไปติดต่อเอง (จะบอกว่า ราคาถูกที่สุด เดี๋ยวจะมีคนบอกว่า ของดีราคาถูกไม่มีจริง)
ยิ่งไปกว่านั้น คือ ว่าที่เจ้าบ่าว-เจ้าสาว ยังประหยัดค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นได้อีกมาก เพราะทีมงาน Bride’s Angels เวดดิง แพลนเนอร์ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของเจ้าสาว บอกว่า ในการเตรียมงานมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่เรามองไม่เห็นอีกมาก โดยเฉพาะค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายในการประสานงาน
การใช้บริการเวดดิง แพลนเนอร์ จะช่วยให้คู่ว่าที่เจ้าบ่าว-เจ้าสาว “ประหยัดเวลา” ซึ่งทีมงาน Bride’s Angels บอกว่า ในช่วงที่พวกเธอเตรียมงานแต่งของตัวเองนั้น ใช้เวลาไม่น้อยเลยในการออกไปเสาะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับงานแต่งของพวกเธอ
นอกจากนี้ เวดดิง แพลนเนอร์ ยังช่วยแบ่งเบาความเครียดจากการจัดงานแต่งให้กับคู่ว่าที่เจ้าบ่าว-เจ้าสาว เพื่อให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวยิ้มได้มีความสุขที่สุด ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เหมือนกับการซื้อประกันป้องกันความเครียดให้กับงานแต่งงาน
...ราคาเพื่อป้องกันความเครียด
หลายคนพอได้ยินว่า เวดดิง แพลนเนอร์ ก็รีบส่ายหน้าแถมยังบอกว่า ถ้ารู้ค่าใช้จ่ายในการจ้างเวดดิง แพลนเนอร์ อาจจะยิ่งเพิ่มความเครียดเข้าไปอีก เพราะอัตราค่าจ้างไม่มีการกำหนดมาตรฐานราคา ใครอยากคิดเท่าไรก็คิด อยากบวกกำไรเท่าไรก็บวกกันเข้าไปในขณะที่ธุรกิจเวดดิง แพลนเนอร์ ในต่างประเทศ จะมีการคิดค่าบริการที่เป็นมาตรฐานอยู่ 3 แบบ
วิธีแรก ไม่คิดเงินจากลูกค้าเลย แต่จะไปบวกกำไรจากบริการต่างๆ ซึ่งมีทั้งที่บวกแบบไม่มีอัตราที่ชัดเจน และมีสัดส่วนการบวกที่ชัดเจน
สาเหตุที่ทำให้ผู้ให้บริการในด้านต่างๆ ลดราคา หรือคิดราคาพิเศษสำหรับการรับงานจาก เวดดิง แพลนเนอร์ เพราะการซื้อของจำนวนมากๆ ย่อมได้ “ราคาขายส่ง” ที่มีส่วนลดมากกว่า “ราคาขายปลีก”
การบวกแบบไม่มีอัตราที่ชัดเจน เช่น ช่างแต่งหน้า-ทำผม คิดราคา 6,000 บาท กับลูกค้าทั่วไป แต่ถ้าเป็นการจ้างผ่านเวดดิง แพลนเนอร์ ช่างแต่งหน้าอาจจะคิดราคา 5,000 บาท โดยให้แพลนเนอร์ได้ส่วนต่าง 1,000 บาท ขณะที่ลูกค้ายังได้ราคา 6,000 บาท เท่าเดิม แต่เราจะไม่รู้ว่า เวดดิง แพลนเนอร์ บวกกำไรเข้าไปเท่าไร
อีกวิธีการหนึ่ง คือ เวดดิง แพลนเนอร์ จะกำหนดอัตราการบวกค่าบริการอย่างชัดเจน ซึ่งโดยมากจะบวกกันอยู่ระหว่าง 15-20% เช่น ช่างแต่งหน้าเจ้าเดิม คิดราคาค่าแต่งหน้า 5,000 บาท แพลนเนอร์ บวก 20% หรือ 1,000 บาท ลูกค้าจ่ายจริง 6,000 บาท ซึ่งแม้ว่าลูกค้าจะต้องจ่ายค่าบริการเท่ากัน แต่แบบที่สองนี้ดูจะโปร่งใสมากกว่า
แต่วิธีการบวกกำไรเข้าไปจะต้องอยู่ภายใต้แนวคิดว่า เวดดิง แพลนเนอร์ จะหาสิ่งที่ดีที่สุด บริการที่ดีที่สุด คนที่ดีที่สุด ในราคาที่ยุติธรรมที่สุด มาให้ลูกค้า
วิธีที่สอง คิดค่าธรรมเนียมแบบเหมารวม โดยคิดจาก “งบประมาณ” ในการจัดงานแต่งงาน ในอัตราระหว่าง 15-20% เช่น ให้งบประมาณในการจัดงาน 3 แสนบาท คิดค่าธรรมเนียม 20% กับ 6 หมื่นบาท แต่ถ้างบประมาณ 1 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมเท่ากับ 2 แสนบาท
วิธีที่สาม คิดค่าธรรมเนียมในอัตราเดียว ไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่จะคิดในอัตราเดียว ซื้อจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประสบการณ์การทำงาน และวิธีการคิดค่าจ้างแบบนี้เวดดิง แพลนเนอร์จะไม่บวกรายได้จากผู้ให้บริการอื่น เพราะฉะนั้นลูกค้าจะได้ในราคาต้นทุน
สำหรับประเทศไทย แม้ว่าจะไม่มีอัตราที่เป็นมาตรฐาน แต่เวดดิง แพลนเนอร์ จะมีรายได้จาก 2 ทาง เช่นเดียวกัน คือ ค่าธรรมเนียมแบบตายตัว และการบวกกำไรจาก|ผู้ให้บริการอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีการกำหนดอัตราที่ชัดเจนและไม่ได้แจ้งให้ลูกค้าทราบ
ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมที่เวดดิง แพลนเนอร์กำหนดไว้จะแตกต่างกันไป ซื้ออาจจะเริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงหลักแสนบาท
“ส่วนมากเขาจะกำหนดค่าตัวค่าทีมงานเอาไว้ตั้งแต่ 2 หมื่นถึง 5 หมื่นบาท ยกเว้นเป็นเวดดิง แพลนเนอร์ ที่เป็นระดับ|แนวหน้าจะคิดค่าธรรมเนียมถึงหลักแสนบาทได้ และเคยคุยกับเจ้าหนึ่งเขาบอกว่า ต้องวางเงิน 5 หมื่นบาท ถึงจะเริ่มต้นคุยกัน” เจ้าสาวรุ่นพี่เล่า|ประสบการณ์ให้ว่าที่เจ้าสาวรุ่นน้องฟัง
ลองมาดูการคิดค่าใช้จ่ายจาก เวดดิง แพลนเนอร์ 2 แห่ง คือ Wedding Story และ Bride’s Angels
สำหรับ Wedding Story ถือว่าเป็นเวดดิง แพลนเนอร์ชั้นนำของวงการ ซึ่งฝีมือเป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้ใจจากคนสำคัญระดับประเทศ เพราะงานที่ออกมาจะต้องโดดเด่นไม่ซ้ำใคร โดยงานล่าสุดของพวกเขา คือ งานใหญ่อย่างสิงห์ “นุ่น-ต๊อด”
เอกวัฒน์ บอกว่า วิธีการคิดค่าใช้จ่ายของ Wedding Story จะเป็นมาตรฐานเดียวกันและโปร่งใส ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทุก|รายการ โดยจะแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ส่วน คือ
- ค่าธรรมเนียมการบริหารงานแต่งงาน (Management Fee) 1 แสนบาท และอีก 2 หมื่นบาทสำหรับงานหมั้น
- ค่าธรรมเนียมการจัดงาน (Production Fee) 10% โดยจะบวกจากการใช้บริการต่างๆ เช่น การ์ด ดนตรี ซึ่ง เอกวัฒน์ กล่าวว่า ในงานแต่งงานหนึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายในการจัดงาน (ไม่รวมค่าอาหารและสถานที่) ประมาณ 2-3 แสนบาท และเมื่อบวกเพิ่ม 10% จะเท่ากับ 2-3 หมื่นบาท
“วางเงินมัดจำ 4 หมื่นบาท ทีมงานก็เริ่มคิดงานกันเลย ค่าจ้างผมแพง แต่ผมไม่ยัดเยียดที่ต้องใช้โปรดักชัน อะไรไม่จำเป็น ทำให้ฟุ่มเฟือยก็จะไม่ทำ หรือบางอย่างที่คู่บ่าวสาวสามารถหาเจ้าที่ได้ราคาต่ำกว่าก็สามารถเลือกใช้บริการได้ ผมไม่บังคับว่า ต้องใช้บริการทุกอย่างก็ได้” เอกวัฒน์ กล่าว
ขณะที่ Bride’s Angels ที่เป็นเหมือนเพื่อน “นางฟ้าแม่ทูนหัว” ของคู่ว่าที่บ่าว-สาว เพราะพวกเธอบอกว่า วิธีการทำงานของพวกเธอเหมือนมาช่วยงานแต่งงานเพื่อน เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของพวกเธอ
“เพื่อนๆ ที่ไม่ได้อยู่ระหว่างเตรียมงานแต่งงาน ไม่เคยจัดงานแต่งงานจะไม่เข้าใจความรู้สึกของพวกเราว่า ทำไมต้องมากมายขนาดนั้น แค่ตระเวนหาชุดเจ้าสาว ลองชุดนั้นชุดนี้ แต่พวกเราจะเป็นเหมือนเพื่อน ซึ่งหลายคนที่พวกเราทำงานให้ก็เป็นเพื่อนกันจริงๆ ไปแล้ว” สาวๆ Bride’s Angels กล่าว
สำหรับงานแต่งงานที่วางใจให้พวกเธอดูแลตั้งแต่ต้นจนจบจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 2 หมื่นบาท โดยวางเงินมัดจำ 5,000 บาทจากนั้นแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด โดยงวดแรก 50% จากนั้นก่อนวันงาน 7 วันจึงจะจ่ายงวดที่ 2 อีก 30% และอีก 20% ในวันงาน
แต่ถ้าต้องการให้ช่วยงานแค่บางส่วน ค่าว่าจ้างจะลดลงไปตามสัดส่วน เช่น หากต้องการแค่การดูแลความเรียบร้อยและรันคิวในวันงานก็จะมีค่าใช้จ่าย 5,000 บาท
“นอกจากนี้ บริการต่างๆ ที่เราจัดหามาให้เขาก็จะลดราคาพิเศษให้ แต่เราก็จะไม่ได้บวกเพิ่มกับลูกค้า เพราะอยากให้เขาได้ราคาที่พิเศษจริง” สาวๆ Bride’s Angels กล่าว
...เมื่อประกันไม่คลายเครียด
ทุกวันนี้มีเวดดิง แพลนเนอร์ ให้เลือกใช้บริการ ทั้งที่เป็นบริษัท ฟรีแลนซ์ ทั้งเจ้าเล็ก เจ้าใหญ่ นอกจากนี้ บรรดาออร์แกไนเซอร์ที่รับจัดงานต่างๆ ก็หันมารับจัดงานแต่ง เพราะฉะนั้นก่อนจะเรียกใช้บริการต้องตรวจสอบให้แน่ใจ มิฉะนั้นอาจเป็นเช่นนี้...
ผลงานแย่ – เนื่องจากความไม่ใส่ใจ และหวังแต่เงิน เพราะคิดว่า คงเจอกันแค่ครั้งเดียว
บวกกำไรแบบโอเวอร์ – บางรายคิดค่าธรรมเนียมแค่ไม่กี่หมื่นบาท แต่บวกกำไรเข้าไป 200-300% จากบริการต่างๆ ที่เขาไปว่าจ้างมา ซึ่งพวกนี้จะสังเกตได้ง่ายๆ คือ เขาจะไม่ให้คู่บ่าวสาวได้พูดคุยกับคนที่เขาไปจ้างมา
แอบอ้างผลงานคนอื่น – ไม่มีความสามารถที่แท้จริง ยังแอบอ้างผลงานคนอื่นมาเป็นของตัวเอง ทำให้งานไม่ออกมาอย่างที่คิดไว้
หลอกกินเงินมัดจำ – พวกนี้นอกจากจะแอบอ้างผลงานคนอื่นแล้ว พอเรียกรับเงินมัดจำได้แล้วก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เอกวัฒน์ บอกว่า ธุรกิจรับจัดงานแต่ง มีมูลค่าปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท จึงเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับกลุ่มมิจฉาชีพ ขณะที่จุดอ่อนของธุรกิจนี้ คือ เป็นการใช้บริการเพียงครั้งเดียว ไม่มีการใช้บริการซ้ำ จึงทำให้ลูกค้าถูกหลอกได้ง่าย เพราะไม่มีประสบการณ์
“เวลาจะคุยกับคนในธุรกิจนี้ ทำใจสบายๆ เก็บตัวเลขไปคิดให้ดี ไม่อย่างนั้นอาจจะได้ของไม่ดี โดนหลอกได้” เอกวัฒน์ กล่าว
แต่ประกันก็คือประกัน ซื้อก็ได้ ไม่ซื้อก็ไม่มีใครว่า โดยเฉพาะถ้าคิดว่ารับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ก็ไม่ต้องเสียเงินให้ประกัน แม้แต่ เวดดิง แพลนเนอร์ ชั้นแนวหน้าอย่าง เอกวัฒน์ ยังบอกว่า “ถ้ามีเวลาจัดงานเองก็ได้ เพราะจะเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ”
หรือถ้าสนใจมองหา “ที่ปรึกษา” ลองเข้าไปในเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการเตรียมตัวแต่งงาน รวมทั้งเวดดิง แพลนเนอร์ อย่าง wedding story.co.th และ brideangels.com ที่รับรองว่า เขาและเธอจะยินดีให้คำปรึกษาแบบไม่คิดเงินและไม่สนใจว่า ในท้ายที่สุดแล้วเราจะใช้บริการหรือไม่







