
มอบ.เอฟแตกแบรนด์เพิ่มมูลค่า
โพสต์ทูเดย์
— มอบ.เอฟ ต่อยอดดีไซเนอร์ไทยทุ่ม 15 ล้านบาท แตกไลน์ เดอะ เดรสซิ่ง รูม ฟันยอดขาย 30 ล้านบาทนายชาญชัย เชิดชูวงศ์ธนากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีไอเอชซี เทรดดิ้ง ในเครือบริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้บริหาร มอบ.เอฟ (Mob.F) มัลติแบรนด์ดีไซเนอร์ไทย เปิดเผยว่า เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท บริษัทจึงแตกไลน์แบรนด์เสื้อผ้าในชื่อ เดอะ เดรสซิ่ง รูม (The Dressing Room) ในคอนเซปต์ห้องแต่งตัวในรูปแบบมัลติแบรนด์ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์คนไทยขึ้น
ทั้งนี้ จะเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ด้วยงบลงทุนรวม 15 ล้านบาท แบ่งเป็นงบตกแต่งร้าน 10 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 500 ตร.ม. และงบการตลาด 5 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายในครึ่งปีหลังของปีนี้ไว้ 30 ล้านบาท
องค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะทำให้ เดอะ เดรสซิ่ง รูม ประสบความสำเร็จตามเป้าที่วางไว้คือ กลุ่มเป้าหมายของศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ที่เป็นระดับบีบวกขึ้นไป มีกำลังซื้อสูง มีรายได้ 3
–5 หมื่นบาทขึ้นไป และนิยมจับจ่ายใช้สอย โดยจากการสำรวจหมู่บ้านพื้นที่รอบศูนย์กว่า 170 หมู่บ้าน พบว่ามีราคาไม่เกิน 4 ล้านบาท 70 หมู่บ้าน หมู่บ้านราคา 48 ล้านบาท 55 หมู่บ้าน และหมู่บ้านราคาสูงกว่า 8 ล้านบาทขึ้นไปอีก 55 หมู่บ้านแม้บริษัทเพิ่งเปิดร้านไปเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากหลังจากเปิดำเนินการได้เพียงไม่กี่วัน บริษัทพบว่าทางร้านมียอดคนเข้าร้านออกอยู่ที่ 1,000 คนต่อวัน มียอดใช้จ่ายต่อบิลล์อยู่ที่ 1,600 บาทต่อคน ในขณะที่ศูนย์การค้าฯ ยังเปิดดำเนินการได้เพียง 20
– 30% ดังนั้นหากทางศูนย์ฯ เปิดดำเนินกาเรต็มรูปแบบคาดว่าจะมียอดคนเข้าร้านเพิ่มขึ้นอีก 10 % และยอดใช้จ่ายต่อบิลล์ก็จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันสำหรับร้าน มอบ.เอฟ ที่ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ คาดว่ายอดขายในปีนี้น่าจะไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ถึง 20% เนื่องจากปัญหาทางการเมืองที่ทำให้ต้องปิดบริการไปเกือบ 3 เดือน ประกอบกับลูกค้าชาวต่างชาติที่เป็นสัดส่วนรวม 30% หายไป โดยปัจจุบัน มอบ.เอฟ มียอดคนเข้าร้านประมาณ 2,000 คนต่อวัน และมียอดการใช้จ่ายต่อบิลอยู่ที่ 1,400 บาท
“
ร้านมอบ.เอฟ เปิดดำเนินการมาราว 1 ปี สามารถได้รับการตอบรับที่ดีของลูกค้า เนื่องจากเป็นเสิ้อผ้าแฟชั่นที่หลากหลาย ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ไทย ไม่เหมือนร้านเสื้อที่เป็นแบรนด์ที่มาจากต่างประเทศจะมีความเป็นแมสโปรดักส์มากกว่า จึงสร้างความแตกต่างในตลาดค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่นได้มาก และถูกใจคนไทยบางกลุ่ม จึงมีลูกค้าประจำที่เป็นสมาชิกราว 30% ของลูกค้าทั้งหมด” นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมนอกจากนี้ บริษัทยังตั้งงบส่งเสริมตลาด 5 ล้านบาท เน้นการแนะนำร้านและจัดโปรโมชันในรูปแบบต่างๆ เช่น การโฆษณาภายในศูนย์ การจัดทำเว็บไซต์ และการทำแค็ตตาล็อกสินค้าแจกให้กับผู้เข้าศูนย์ รวมถึงส่งเป็นจดหมายหรือไดเรกต์เมลไปตามบ้านอีกด้วย
ปัจจุบันตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์คนไทยมีมูลค่าราว 500 ล้านบาท ซึ่งจัดว่าเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตมากกว่าจีดีพีของประเทศไทย ดังนั้นถ้าในปีนี้จีดีพีของประเทศไทยโตได้ราว 5% ตลาดดังกล่าวในปีนี้ก็จะโตมากกว่า 5% อย่างแน่นอน







