posttoday
ปฏิรูปประเทศไทย ต้องปฏิรูปภาษี (ต่อ)

ปฏิรูปประเทศไทย ต้องปฏิรูปภาษี (ต่อ)

06 กรกฎาคม 2553

 

....กิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลก็เช่นกัน ประเทศไทยมีบริษัทกว่า 3 แสนบริษัท รายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เป็นของบริษัทจดทะเบียนกว่าร้อยละ 2530 มาจากบริษัทจดทะเบียนกว่า 500 บริษัท ก็แสดงว่าเรามีบริษัทที่ขาดทุนแล้วไม่เสียภาษีให้รัฐเป็นจำนวนมาก กลายเป็นผู้ประกอบการหรือผู้มีรายได้ส่วนน้อยต้องรับผิดชอบนำเงินผู้เสียภาษีส่วนน้อยมาอุ้มคนส่วนใหญ่ การปฏิรูปจึงจะต้องทำให้ฐานภาษีมากขึ้น แต่อัตราภาษีลดลง พร้อมทั้งทุกคนอยากจะเสียเพราะไม่คุ้มกับการหลบหลีก

2.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2.1.1 ลดอัตราภาษีเงินได้หรือเพิ่มค่าใช้จ่ายให้ผู้เสียภาษี และให้สิทธิประโยชน์ผู้เสียภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยนั้น เรียกเก็บภาษีแบบ “อัตราก้าวหน้า” ขึ้นอยู่กับเงินได้ ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้มีการยกเว้นอัตราภาษีสำหรับผู้มีเงินได้ขั้นต่ำ โดยการลดไม่เก็บภาษีผู้มีเงินได้หลังหักรายจ่ายแล้วในช่วง 1 แสนบาท คือ ร้อยละ 5 และใครที่มีเงินได้สุทธิเกิน 1 แสนบาท ก็เก็บในอัตราร้อยละ 10, 20, 30 และ 37 ตามลำดับ

สำหรับประเทศไทยถ้าหากเราดูอัตราภาษี อัตราก็ยังสูงอยู่และยิ่งพิจารณาจากการหักค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่สะท้อนความจริงด้วย จึงไม่อยากเสียภาษี ผมเชื่อว่าหากลดอัตราภาษีลงก็จะช่วยให้คนเข้าระบบมากขึ้น รวมทั้งหากมีรายจ่ายจริงก็หักได้ ก็จะทำให้คนเข้าระบบภาษีมากขึ้น และผู้เสียภาษีจะเป็นผู้ตรวจสอบภาษีให้รัฐบาลโดยการขอใบเสร็จจากผู้ประกอบการ

ผมคิดว่าควรมีการพิจารณาให้เสียภาษีในอัตราเดียว (Flat Rate) กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศแทนการเก็บอัตราภาษีก้าวหน้าโดยหลักที่ว่าใครได้รับรายได้มากต้องเสียภาษีมาก น่าจะเป็นแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ด้านการเงิน แต่ในปัจจุบันมักจะมีคำถามเสมอว่าการทำเช่นนี้เป็นธรรมจริงหรือเปล่า เพราะทำให้คนอยู่นอกระบบภาษีไม่อยากเสียภาษี ในประเทศไทยคนยิ่งรวยมากก็ยิ่งหาทางเสียภาษีให้น้อยลง อาจจะเป็นการหลบหลีกภาษีหรือวางแผนภาษีโดยการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาในลักษณะ Tax Shelter โดยนำรายจ่ายมาหักได้ คนที่มีรายได้สูงมีความรู้สึกว่า การเสียภาษีในอัตราสูงๆ แต่ว่าตนเองและครอบครัวไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา การพยาบาล หรือการดูแลเมื่อแก่เกษียณในระยะยาว ยังมีการเก็บอัตรายิ่งมีเงินได้สูงก็ยิ่งเสียภาษีในอัตราสูงขึ้นนั้น จึงเป็นช่องทางทำให้ผู้มีเงินได้เหล่านั้นต้องหาทางวางแผนภาษี หรือหลบหลีกภาษีให้เสียภาษีให้น้อยลง โดยการจัดตั้งบริษัทลงทุนและสร้าง Tax Shelter ขึ้น และรัฐบาลก็ต้องทุ่มกำลังมาตรวจสอบการหลบหลีกภาษีเป็นการเสียงบประมาณ

การพิจารณาเรียกเก็บภาษีในอัตรา Flat Rate ให้อยู่ในอัตราไม่สูงมากนัก โดยเมื่อเปรียบเทียบกับผู้มีเงินได้ในภูมิภาคใกล้เคียงกัน เช่น สิงคโปร์และฮ่องกง ในอัตรา 220% มาเลเซีย 230% ซึ่งในประเทศเหล่านี้ยังหักรายจ่ายได้มากกว่าในประเทศไทยเช่นกัน ประเทศไทยอาจต้องคิดนอกกรอบและให้สอดคล้องและแข่งขันกับประเทศเหล่านั้นได้ อีกทั้งจะทำให้คนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากเท่าใด

นอกจากนั้น ผมเห็นว่าการให้เสียภาษี การยื่นแบบ น่าจะเป็นการบังคับยื่นแบบทุกคน (เพื่อได้ข้อมูลครบถ้วน) ส่วนใครที่ต้องอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีนั้นก็ขึ้นอยู่กับจำนวนรายได้ ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวก็คงจะต้องมีการคิดให้รอบคอบว่าควรเก็บในอัตราใด ผมคิดว่า 20% (น่าจะเหมาะสมในการให้สิทธิแก่พนักงานของสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค (ROH) ให้เสียภาษีในอัตรา 15% ถึง 8 ปี) ถ้าเราสามารถเก็บภาษีในอัตราที่เหมาะสม แต่มีผู้เสียภาษีมากขึ้น ก็ย่อมจะมาชดเชยกับภาษีส่วนที่ขาดไปได้หรือไม่

รวมทั้งรัฐบาลควรพิจารณาให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ เช่น การให้กู้เงิน ดอกเบี้ยกู้จากสถาบันการเงินของรัฐ หรือการได้สิทธิซื้อทรัพย์สินจากการเคหะฯ ในราคาถูก การให้สิทธิประโยชน์รักษาพยาบาล หรือกรณีเกิดทุกขภัยหรือความเสียหาย รัฐบาลก็อาจจะช่วยเหลือผู้เสียภาษีในจำนวนเงินที่มากกว่าปกติได้ การมีข้อมูลที่ครบถ้วนของผู้เสียภาษี รัฐบาลก็จะสามารถให้ความช่วยเหลือได้ตรงและได้มากกว่าการให้ความช่วยเหลือเป็นการทั่วไปได้ อันเป็นการแสดงว่าผู้เสียภาษีมีสิทธิพิเศษกว่าผู้ไม่เสียภาษี ซึ่งจะเป็นการจูงใจให้คนอยากเสียภาษีได้

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค