
ฟิทช์ย้ำผลดำเนินงานแบงก์ไทยยังแกร่ง
ฟิทช์ย้ำผลดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงแข็งแกร่ง แม้ช่วง2ปีที่ผ่านมาจะเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ-การเมือง
ฟิทช์ย้ำผลดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงแข็งแกร่ง แม้ช่วง2ปีที่ผ่านมาจะเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ-การเมือง
นายวินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการของ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) และนักวิเคราะห์อาวุโสในส่วนสถาบันการเงินของฟิทช์ ออกมาให้ความเห็นว่า ธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง เพราะมีเงินกองทุนและสภาพคล่องที่แข็งแกรง และสามารถรักษาผลการดำเนินงานโดยรวมในปีนี้ให้อยู่ในระดับที่ดีได้ แม้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อผลดำเนินงานและการขยายสินเชื่อ และคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ไทยในระยะปานกลาง
อย่างไรก็ตามในส่วนของธนาคารพาณิชย์ชั้นนำเช่น ธนาคารกรุงเทพ (BBL)มีอันดับความน่าชื่อถือที่ BBB+ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ( SCB) มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ และ ธนาคารกสิกรไทย ( KBANK) มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ น่าจะยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าธนาคารพาณิชย์อื่น
นอกจากนี้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ( BAY) มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ มีผลการดำเนินงานที่อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเช่นกัน ในขณะที่ธนาคารทหารไทย หรือ (TMB) มีอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ BBB- แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ ยังคงมีผลการดำเนินงานที่อ่อนแอกว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานของ TMB ได้เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นและคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2553
จากรายงานฉบับพิเศษเรื่อง “Thai Banks: 2009 and Q110 Review and Outlook – Resilient, But Risks to Outlook Remain” กล่าวไว้ว่า แม้แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในปี 2553 จะปรับตัวดีขึ้น แต่สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมคาดว่าจะยังคงอ่อนแอ อีกทั้งความเสี่ยงในด้านคุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะความเสี่ยงในธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมค้าปลีก และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค น่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากการหยุดชะงักในการประกอบธุรกิจของอุตสาหกรรมดังกล่าวที่เกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้น ฟิทช์คาดว่าสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษนั้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากมาตั้งแต่ปี 2551 จากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังกล่าว สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารพาณิชย์ไทยอาจเพิ่มขึ้นในปี 2553
อย่างไรก็ตามเงินกองทุนชั้นที่ 1 และเงินกองทุนรวมของธนาคารพาณิชย์ไทยที่เฉลี่ยอยู่ที่ระดับประมาณ 12% และ 16% ตามลำดับ น่าจะแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ ในขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ปี 2553 อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ฟิทช์คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตขึ้นเล็กน้อยในปี 2553 ทั้งนี้ฟิทช์ได้ประมาณการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ปี 2553 ไว้ที่ 3.8%รมการผู้จัดการของ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) และนักวิเคราะห์อาวุโสในส่วนสถาบันการเงินของฟิทช์ ออกมาให้ความเห็นว่า ธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง เพราะมีเงินกองทุนและสภาพคล่องที่แข็งแกรง และสามารถรักษาผลการดำเนินงานโดยรวมในปีนี้ให้อยู่ในระดับที่ดีได้ แม้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อผลดำเนินงานและการขยายสินเชื่อ และคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ไทยในระยะปานกลาง
อย่างไรก็ตามในส่วนของธนาคารพาณิชย์ชั้นนำเช่น ธนาคารกรุงเทพ (BBL)มีอันดับความน่าชื่อถือที่ BBB+ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ( SCB) มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ และ ธนาคารกสิกรไทย ( KBANK) มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ น่าจะยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าธนาคารพาณิชย์อื่น
นอกจากนี้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ( BAY) มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ มีผลการดำเนินงานที่อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเช่นกัน ในขณะที่ธนาคารทหารไทย หรือ (TMB) มีอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ BBB- แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ ยังคงมีผลการดำเนินงานที่อ่อนแอกว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานของ TMB ได้เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นและคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2553
จากรายงานฉบับพิเศษเรื่อง “Thai Banks: 2009 and Q110 Review and Outlook – Resilient, But Risks to Outlook Remain” กล่าวไว้ว่า แม้แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในปี 2553 จะปรับตัวดีขึ้น แต่สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมคาดว่าจะยังคงอ่อนแอ อีกทั้งความเสี่ยงในด้านคุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะความเสี่ยงในธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมค้าปลีก และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค น่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากการหยุดชะงักในการประกอบธุรกิจของอุตสาหกรรมดังกล่าวที่เกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้น ฟิทช์คาดว่าสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษนั้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากมาตั้งแต่ปี 2551 จากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังกล่าว สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารพาณิชย์ไทยอาจเพิ่มขึ้นในปี 2553
อย่างไรก็ตามเงินกองทุนชั้นที่ 1 และเงินกองทุนรวมของธนาคารพาณิชย์ไทยที่เฉลี่ยอยู่ที่ระดับประมาณ 12% และ 16% ตามลำดับ น่าจะแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ ในขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ปี 2553 อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ฟิทช์คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตขึ้นเล็กน้อยในปี 2553 ทั้งนี้ฟิทช์ได้ประมาณการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ปี 2553 ไว้ที่ 3.8%







