posttoday
อุตฯเล็งเปิดประมูลชื้อน้ำตาลโควตา ค คืน

อุตฯเล็งเปิดประมูลชื้อน้ำตาลโควตา ค คืน

06 กรกฎาคม 2553

กระทรวงอุตฯเล็งจัดเปิดประมูลซื้อน้ำตาลคืนในวันที่ 12 ก.ค. นี้ เชิญ 24 เทรดเดอร์เข้ายื่นซองประมูล คาดเบื้องต้นซื้อคืนมาก่อน 5 แสนกระสอบ

กระทรวงอุตฯเล็งจัดเปิดประมูลซื้อน้ำตาลคืนในวันที่ 12 ก.ค. นี้ เชิญ 24 เทรดเดอร์เข้ายื่นซองประมูล คาดเบื้องต้นซื้อคืนมาก่อน 5 แสนกระสอบ

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะกรรมการจัดซื้อน้ำตาลทราย ที่มีนายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) จะจัดเปิดระมูลซื้อน้ำตาลโควตา ค (น้ำตาลเพื่อการส่งออก) จำนวน 1 ล้านกระสอบ (1 แสนตัน) กลับคืนมา เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำตาลทรายในประเทศตึงตัว ในวันจันทร์ที่ 12 ก.ค. 2553

ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่าขณะนี้มีน้ำตาลอยู่ในมือตัวแทนผู้ส่งออก (เทรดเดอร์) ประมาณ 8 แสนกว่ากระสอบ และส่วนใหญ่น้ำตาลยังอยู่ที่โรงงาน ซึ่งเบื้องต้นอาจจะซื้อกลับมา 5 แสนกระสอบ เพื่อประเมิณสถานการณ์ก่อน และหากเพียงพอต่อความต้องการของตลาดแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อกลับคืนมาเต็ม 1 ล้านกระสอบ เพื่อป้องกันน้ำตาลเหลือค้างกระดานมากเกินไป เพราะยังมีน้ำตาลค้างกระดานอยู่กว่า 1.6 ล้านกระสอบ แบ่งเป็นของกระทรวงอุตสาหกรรมประมาณ 1 ล้านกระสอบ และกระทรวงพาณิชน์อีก 6 แสนกระสอบ

สำหรับเทรดเดอร์ทางกระทรวงอุตสาหกรรรมจะส่งหนังสือเชิญไปยังเทรดเดอร์ทั่วโลกที่มีอยู่ 24 บริษัท ที่เคยทำการค้ากับ บริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย (อนท.) ให้เข้ามายื่นซองประมูลขายน้ำตาล ซึ่งขั้นตอนจะเปิดให้มีการยื่นซองเสอนทั้งปริมาณและราคาน้ำตาลทรายขาว และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ โดยคณะกรรมการจะคัดเลือกรายที่เสนอราคาต่ำที่สุดไล่ไปจนครบปริมาณที่ต้องการ ซึ่งล่าสุดราคาน้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ในตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 560 เหรียญต่อตัน (ไม่รวมค่าพรีเมี่ยมไทยอีก 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน) โดยคาดว่าราคาน้ำตาลที่ซื้อขายผ่านเทรดเดอร์จะเฉลี่ยที่ 23 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ คณะกรรมการขายน้ำตาล ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน จะหารือถึงแนวทางการกระจายน้ำตาลจำนวนดังกล่าวในวันที่ 8 ก.ค. 2553 ซึ่งแนวทางการกระจายน้ำตาลจะทำด้วยวิธีปกติ โดยการขายผ่านทางยี่ปั๊วที่มีอยู่ในระบบประมาณ 20 ราย โดยจะกระจายให้ในสัดส่วนที่เท่ากัน เพื่อความเป็นธรรม และจะกำหนดราคาขายน้ำตาลทรายขาวธรรมดาที่ 19 บาทต่อกิโลกรัม และบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ส่วนน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์จะขายที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นการจำหน่ายในราคาควบคุม ทำให้จะมีส่วนต่างจากราคาที่ซื้อคืนมาประมาณ 2-3 บาทต่อกิโลกรัม โดยกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายจะเป็นผู้รับผิดชอบส่วนต่างทั้งหมด 300 ล้านบาท

นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสอน. กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ภายหลังจากมีการเพิ่มปริมาณน้ำตาลทรายโดยการดึงน้ำตาลงวดที่ 52 และ 51 มาเพิ่มจากงวดปกติ ส่งผลให้มีน้ำตาลทรายใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวน 8.06 แสนกระสอบต่อสัปดาห์ ทำให้การตึงตัวลดลงและราคาลดลงในระดับหนึ่ง ซึ่ง ณ วันที่ 5 ก.ค. มีปริมาณน้ำตาลทรายค้างกระดาน 1.6 ล้านกระสอบ และหากคิดรวมกับน้ำตาลที่จะเข้ามาใหม่อีก ปริมาณน้ำตาลจึงมีเพียงพอแน่นอน และไม่น่าจะทำให้เกิดการกักตุน

แหล่งข่าวจากกอน.กล่าวว่า ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ทำหนังสือทวงน้ำตาลทรายโควตาพิเศษที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้ 1 ล้านกระสอบแต่ได้จัดสรรไปให้  8.04 แสนกระสอบยังคงเหลือประมาณ 1.9 แสนกระสอบ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตอบกลับไปแล้วว่าคงจะไม่สามารถจัดสรรเพิ่มให้ได้เพราะของเดิมพาณิชย์ยังไม่สามารถขายได้หมดโดยยังคงมีน้ำตาลเหลือ 6 แสนกระสอบ เนื่องจากหากมีน้ำตาลทรายดังกล่าวเหลือเท่าใดจะส่งผลกระทบต่อการคำนวณรายได้ของชาวไร่อ้อยโดยเฉพาะราคาอ้อยขั้นต้นปี 2553/2554 ที่จะกำหนดพ.ย.นี้เพราะการคำนวณจะยึดจากการปริมาณน้ำตาลที่ขายได้จริง 

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย