
เงินบาททรงตัวในกรอบที่จำกัด ขณะที่หุ้นไทยยืนเหนือ 800 จุด
....ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ตลาดเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัว โดยอัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน หนาแน่นทั้งสัปดาห์ที่ระดับ 1.12% ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 2.97% ในวันศุกร์ ปรับตัวลงจาก 3.01% ในวันศุกร์ก่อนหน้า
เงินบาทในประเทศ (Onshore) ทรงตัวในกรอบที่จำกัดตามทิศทางของสกุลเงินในภูมิภาคในช่วงต้นสัปดาห์ถูกชะลอลงบางส่วน จากแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าเป็นการเข้ารักษาเสถียรภาพของเงินบาทจาก ธปท.
อย่างไรก็ดี แรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐในฐานะที่เป็นสกุลเงินที่ปลอดภัย กดดันเงินบาทให้ขยับอ่อนค่ากลับมาในช่วงสั้นๆ โดยเงินบาทปิดตลาดปลายสัปดาห์ที่ระดับ 32.38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เท่ากับในวันศุกร์ก่อนหน้า (25 มิ.ย.)
ในสัปดาห์นี้ (59 ก.ค.) คงจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบธนาคารหลังสิ้นเดือน อีกทั้งจะมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ คงจะทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นยังทรงตัวใกล้เคียงกรอบการเคลื่อนไหวเดิมที่ระดับ 1.25%
ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 32.2532.55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยยังคงรอปัจจัยใหม่ๆ มาชี้นำตลาด ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ สัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของ ธปท. และทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยตลาดการเงินสหรัฐจะปิดทำการในวันจันทร์ เนื่องในวันหยุดชดเชยวันชาติสหรัฐ
การเคลื่อนไหวของเงินเยนและเงินยูโรในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าเงินเยนแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐที่ระดับ 86.94 เยนต่อเหรียญสหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนในฐานะที่เป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น
เงินยูโรแกว่งตัวผันผวน (แตะระดับต่ำสุดในประวัติการณ์เทียบกับเงินฟรังก์สวิส และระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปีครึ่งเมื่อเทียบกับเงินเยน) ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับความสามารถในการระดมทุนของธนาคารในยุโรป เพื่อชำระคืนหนี้ในโครงการสภาพคล่องของ ECB ขณะที่อุปสงค์ต่อพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีที่ออกประมูลค่อนข้างซบเซา ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับความสามารถในการระดมทุนของธนาคารในยุโรป เพื่อชำระคืนหนี้ในโครงการสภาพคล่อง โดยเงินยูโรปรับตัวอยู่ที่ระดับ 1.2508 (ตลาดยุโรป) เทียบกับระดับ 1.2374 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ในวันศุกร์ก่อนหน้า
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 802.57 จุด ขยับขึ้น 1.12% จาก 793.67 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า และพุ่งขึ้น 9.26% จากสิ้นปี 2552 ขณะที่มูลค่าการซื้อขาย รวมทั้งสัปดาห์ลดลง 34.34% จาก 127,541.74 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้ามาอยู่ที่ 83,744.86 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดลงจาก 25,508.35 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 20,936.22 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิที่ 1,107.03 ล้านบาท และ 272.79 ล้านบาทตามลำดับ
ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบ ตามปัจจัยในต่างประเทศเป็นหลัก ดัชนีหุ้นไทยปิดบวกในช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อนำในหุ้นกลุ่มพลังงาน และธนาคาร จากแรงหนุนเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดภูมิภาค รวมถึงตลาดหุ้นไทย อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น ก็เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (59 ก.ค. 2553) บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าดัชนีหุ้นไทยอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบที่จำกัด ขาดปัจจัยกระตุ้นใหม่ๆ ที่ชัดเจน ขณะที่ยังต้องติดตามประเด็นความเคลื่อนไหวของสภาพคล่องในตลาดการเงินโลก ซึ่งรวมถึงการจองซื้อหุ้นของธนาคารเพื่อการเกษตรของจีน ทิศทางของราคาน้ำมันและค่าเงินหยวน ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศ ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ และเศรษฐกิจชั้นนำอื่นๆ ส่วนปัจจัยในประเทศ ได้แก่ การรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย. โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย คาดว่าดัชนีจะมีแนวรับที่ 786 จุด และ 754 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 812 จุด และ 830 จุดตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐ
“ดัชนี DJIA ปิดดิ่งลงต่ำสุดรายไตรมาสนับตั้งแต่ปลายปี 2551” โดยเห็นว่าสหรัฐอาจจะเผชิญกับภาวะถดถอยรอบสอง ขณะที่นักลงทุนรอการรายงานตัวเลขการจ้างงานเดือน มิ.ย. ของสหรัฐ ในวันศุกร์ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
“ดัชนี NIKKEI ร่วงลงสู่ระดับปิดต่ำสุดในรอบ 7 เดือน”อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของกระแสการเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยงที่มีแรงกระตุ้นจากการร่วงลงของตลาดหุ้นวอลสตรีต การแข็งค่าของเงินเยน และการขยายตัวของภาคการผลิตของจีนที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามดัชนี NIKKE พลิกกลับมาปิดบวกเล็กน้อยในการซื้อขายที่ผันผวนในวันศุกร์ โดยยังคงยืนเหนือแนวรับสำคัญ ขณะที่นักลงทุนมีความวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ก่อนการเปิดเผยข้อมูลจ้างงานสหรัฐในช่วงตลาดนิวยอร์ก







