posttoday
รอซื้อหุ้นสัปดาห์หน้า 1,450-1,480จุด

รอซื้อหุ้นสัปดาห์หน้า 1,450-1,480จุด

30 มิถุนายน 2558

กรีซส่อแววเบี้ยวหนี้ฉุดดัชนีตลาดหุ้นไทยน้อย แม้ช่วงเช้าหุ้นจะทรุดหนักลงไปถึง 23 จุด ทำจุดต่ำสุดที่ 1,495.86 จุด

โดย...ทีมข่าวหุ้น-ตลาดทุน

กรีซส่อแววเบี้ยวหนี้ฉุดดัชนีตลาดหุ้นไทยน้อย แม้ช่วงเช้าหุ้นจะทรุดหนักลงไปถึง 23 จุด ทำจุดต่ำสุดที่ 1,495.86 จุด แต่มีแรงซื้อกลับมาปิดเหนือ 1,500 จุด ที่ 1,511.19 จุดได้ สุดท้ายลดลงไปเพียง 6.84 จุด หรือ 0.45% มูลค่าการซื้อขาย 39,263.73 ล้านบาท

แรงขายมาจากพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ที่ 397 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศ 163 ล้านบาท ขณะที่สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 552 ล้านบาท และ 8 ล้านบาท ตามลำดับ

วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ แนะนำให้นักลงทุนรอซื้อหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า เพราะเชื่อว่าตลาดหุ้นจะปรับลดลงทั่วโลก หากผลประชามติในวันที่ 5 ก.ค.นี้ ไม่ยอมรับเงื่อนไขเจ้าหนี้ จนทำให้กรีซผิดนัดชำระหนี้และจำเป็นต้องออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

“ถ้าวันที่ 5 ก.ค. ผลออกมาว่าไม่รับเงื่อนไข วันที่ 6 ก.ค. หุ้นจะตกและจะลงต่อเนื่องทั้งสัปดาห์ ซึ่งจะเป็นจังหวะที่เข้าไปซื้อ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหุ้นไทยแม้จะลดตามไปด้วย แต่จะไม่หลุด 1,450 จุด เพราะไม่มีแรงซื้อขายจากนักลงทุนในประเทศ ขณะที่เม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติที่เหลือในประเทศไทยก็ไม่มากแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก” วิน กล่าว

วิน แนะนำให้ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ในกลุ่มพลังงาน สื่อสาร วัสดุก่อสร้าง และธนาคาร

สำหรับกรณีการทำราคาปิดงวดบัญชีนั้น ไม่เชื่อว่ากองทุนรวมจะทำ เพราะไม่มีความจำเป็นต้องทำ และหากจะทำจริงต้องซื้อหุ้นขนาดใหญ่และใช้เงินลงทุนสูง

ทั้งนี้ หากผลการลงประชามติของกรีซยอมรับเงื่อนไขของเจ้าหนี้จะทำให้ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้น แต่จะเป็นการปรับเพิ่มขึ้นระยะสั้นเท่านั้น หลังจากนั้นนักลงทุนจะเทขายทำกำไรออกมา และตลาดจะกลับมากังวลกับปัญหาหนี้กรีซอีกครั้งในช่วงเดือน ก.พ. 2559

สุกิจ อุดมศิริกุล  กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)แนะนำว่าหากดัชนีลดลงเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ โดยดัชนีที่สามารถเข้าซื้อได้ด่านแรกคือ 1,480 จุด คาดว่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยให้เลือกหุ้นพื้นฐานดีและจ่ายปันผลสูงในกลุ่มสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ และโรงไฟฟ้า

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า แรงซื้อสุทธิต่างชาติในตลาดหุ้นไทยเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2552 ที่ต่างชาติซื้อสุทธิ 3.2 แสนล้านบาท ขณะนี้ยอดซื้อสุทธิเหลือเพียง 2.9 หมื่นล้านบาทท่านั้น จึงจะไม่เห็นแรงขายหนักจากนักลงทุนต่างชาติอีก

หลังจากนี้ต้องจับตาดูว่าปัญหากรีซจะมีทางออกอย่างไรต่อไป แต่ตลาดหุ้นที่ดีขึ้นก็จะเป็นเพียงช่วงสั้นเท่านั้น และนักลงทุนในประเทศก็จะมีการลงทุนในลักษณะที่เป็นการซื้อขายในระยะสั้นมากกว่า ดังนั้น จึงมองว่าหุ้นยังขึ้นในกรอบจำกัด โดยมองแนวต้านที่ 1,520 จุด และแนวรับที่ 1,500-1,510 จุด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น เมื่อกรีซมีปัญหาค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง และในภาวะที่ค่าเงินอ่อนค่าก็ให้ลงทุนหุ้นที่ส่งออกที่ไม่ได้เน้นไปยุโรป คือ หุ้นกลุ่มอาหาร และหุ้นที่จ่ายปันผลดี เป็นต้น

บล.เคเคเทรด มองว่า กรีซมีโอกาสเลือกเส้นทางที่จำนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างสูง ประเมินตลาดหุ้นทั่วโลกจะปรับฐานแรงในระยะสัปดาห์ แต่มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็ว เพราะปัญหาหนี้ของกรีซใกล้ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกซึมซับข่าวกรีซในรอบนี้มาตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว และธนาคารกลางยุโรปใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในการอัดฉีดเงินอยู่ ทำให้ความกังวลต่อสภาพคล่องของประเทศต่างๆ ในยูโรโซน (ยกเว้นกรีซ) น่าจะพอทุเลาลงได้

อย่างไรก็ตาม ผลของกรีซคาดว่าจะทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าอย่างรวดเร็ว เพราะนักลงทุนโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้นแนะให้เก็งกำไรหุ้นส่งออกที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท

สำหรับนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ขายหุ้นออกก่อนเพื่อจำกัดความเสี่ยง ส่วนนักลงทุนระยะกลางให้เลือกถือหุ้นที่มีปันผลดีพื้นฐานดี ราคายังขึ้นไม่สูงมาก เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ให้มูลค่าเหมาะสม 288 บาท มีโอกาสปิดงวดบัญชี ปันผลสูง 5.7% ความคืบหน้าการประมูล 4จี ชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. และบริษัท เอสวีไอ (SVI) มูลค่าเหมาะสม 5.70 บาท จะได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า คาดผลประกอบการปีนี้ฟื้นตัวกลับมาเป็นกำไร  

ทั้งนี้ หากกรีซผิดนัดชำระหนี้ผลกระทบเชิงพื้นฐานน่าจะจำกัดโดยหนี้กรีซมีมูลค่ารวมทั้งหมด 3.23 แสนล้านยูโร เจ้าหนี้หลักของกรีซส่วนใหญ่ หรือกว่า 83% เป็นองค์กรที่ไม่ใช่เอกชน กล่าวคือ 62% ของมูลค่าพันธบัตรกรีซถือโดยรัฐบาลของประเทศในกลุ่มยูโรโซน 10% เป็นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) 8% เป็นธนาคารกลางยุโรป (ECB) 3% เป็นธนาคารกลางกรีซ ส่วนอีก 17% ถือครองโดยภาคเอกชน เช่น ธนาคารพาณิชย์ในกรีซ กองทุนรวมระดับโลก เป็นต้น

ปัญหาหนี้กรีซเรื้อรังมายาวนานและพันธบัตรกรีซถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ปี 2553 แล้ว ทำให้เชื่อว่าภาคเอกชนได้รับรู้การด้อยค่าของพันธบัตรไปพอสมควรแล้ว และขนาดตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของกรีซเล็กมาก คิดเป็นเพียง 0.31% ของจีดีพีโลก ส่วนไทยส่งออกโดยตรงไปยังกรีซน้อยมากเพียง 0.6% ของยอดส่งออกรวม

นักวิเคราะห์ บล.เคเคเทรด วิเคราะห์ว่า หากกรีซออกจากยูโรโซนจริงจะตอกย้ำภาพลักษณ์ความแตกแยกของกลุ่มยูโรโซน อาจสร้างเงื่อนไขให้ประเทศอื่นที่มีหนี้สาธารณะสูงมากและมีขนาดจีดีพีใหญ่ เช่น อิตาลี และสเปน เดินตามรอยกรีซ ซึ่งจะสร้างความกลัวให้กับตลาดได้มากกว่านี้

สถิติการผิดนัดชำระหนี้ในอดีตเมื่อเดือน ส.ค. 2541 กรณีรัสเซียผิดนัดชำระหนี้ส่งผลให้เกิดความผันผวนรุนแรงในตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก และมีผลต่อเนื่องไปยังกองทุนที่มีขนาดใหญ่สุดกองหนึ่งของโลกในเวลานั้น คือ LTCM (มูลค่าสินทรัพย์ 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ต้องเผชิญสถานะขาดทุนมหาศาลอย่างรวดเร็ว จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ฉุดผลกระทบดัชนี S&P500 ปรับฐานตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. และดิ่งลงต่ำสุดในเดือน ก.ย. ราว 21% หลังจากนั้น S&P500 ได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2543 และพบฟองสบู่ดอทคอม สำหรับดัชนีหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 จึงไม่ได้รับผลลบมากนัก

การผิดนัดชำระหนี้อาร์เจนตินา เดือน ธ.ค. 2544 ช่วงนั้นตลาดหุ้นสหรัฐ (S&P500) ทรงตัว ส่วนดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% ในเดือนดังกล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน