
บี้โครงสร้างพื้นฐานรัฐ บูมดิจิทัลอีโคโนมี
ปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจทุกระดับพัฒนาได้นั้น คือ ต้องมีโครงสร้างการทำงานได้แบบครบวงจร
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ถึงแม้ว่าจะมีการวางกรอบนโยบายดิจิทัลอีโคโนมีของภาครัฐกันมาเกือบ 1 ปีแล้ว แต่ยังมีรายละเอียดบางขั้นตอนที่ภาครัฐยังไม่สามารถเข้าไปจัดการให้เสร็จสิ้นได้ ทำให้ไทยยังไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีการพัฒนาในเรื่องของโครงสร้างไอทีอย่างแท้จริง ทั้งที่มีอัตราใช้งานโซเชียลมีเดียและออนไลน์มากเป็นอันดับต้นๆ แต่กลับมีการปรับใช้เชิงดำเนินธุรกิจได้น้อยที่สุด
มนู อรดีดลเชษฐ์ คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี และที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี คือ การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาและสร้างความพร้อมเพื่อการเติบโตของประเทศ แต่โครงสร้างพื้นฐานของการให้บริการและดำเนินงานของภาครัฐเอง กลับยังแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุดอย่างที่ควรจะเป็น
"มีคนไทยใช้งานโซเชียลมีเดียสูงถึง 26 ล้านคน แต่กลับมีการนำไปใช้ในทิศทางที่เป็นประโยชน์น้อยมาก ทั้งที่ไทยมีศักยภาพดีกว่าหลายๆ ประเทศในเออีซี แต่ในเรื่องของการนำมาปรับใช้เทคโนโลยีเชิงพาณิชย์เรากลับติดอยู่ในอันดับท็อป 40 ซึ่งปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจทุกระดับพัฒนาได้นั้น คือ ต้องมีโครงสร้างการทำงานได้แบบครบวงจรแบบ End-to-End หรือระบบทำงานเชื่อมโยงกันได้ตั้งแต่ต้นจนจบ" มนู กล่าว
ระบบนิเวศที่จะช่วยให้แข่งขันได้ในระดับอาเซียน จะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดำเนินเอกสารสินค้าแบบออนไลน์ มาตรฐานในเรื่องของฐานระบบข้อมูลส่วนกลางให้สามารถใช้งานร่วมกันได้หรือแม้แต่การชำระเงินเชิงธุรกิจแบบออนไลน์ได้แบบรวดเร็ว ทดแทนระบบเช็กสั่งจ่ายที่ต้องใช้เวลาดำเนินงาน เป็นการช่วยลดเวลาการทำงานจาก 1 เดือน มาเป็นภายใน 1 สัปดาห์ได้
"อุตสาหกรรมนำเข้าและส่งออก ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องการรูปแบบการทำงานที่เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นหน้าตาของประเทศไม่แพ้อุตสาหกรรมด้านอื่นๆ ปัจจุบันพบว่ากว่าจะผ่านขั้นตอนตรวจเช็กเอกสารเพื่อขนส่งสินค้า ต้องใช้เวลาเดินเอกสารนานเป็นเดือน และกว่าที่สินค้าจะถึงมือผู้รับอาจเสียเวลานาน ทำให้ธุรกิจเสียหาย เสียโอกาสมาก ดังนั้น หากปรับกระบวนการให้เป็นออนไลน์มากขึ้นคาดจะเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ใหม่ๆ ได้อย่างมหาศาล" มนู กล่าว
ทั้งนี้ ในเรื่องของระบบโลจิสติกส์ ก็ควรที่จะมีฐานข้อมูลกลางในการค้นหาและใช้งานร่วมกันได้อย่างมีมาตรฐาน ซึ่งไทยถือว่าเป็นประเทศเดียวที่ยังไม่มีรหัสข้อมูลสินค้าเหล่านี้ เมื่อลูกค้าต้องการค้นหาข้อมูลจะนิยมไปหาในระบบเสิร์ชเอนจิ้น ถ้าไม่สามารถค้นหาจากภาษาที่เป็นมาตรฐานหรือฐานระบบข้อมูลที่ใช้งานร่วมกันระหว่างประเทศได้ ก็จะเปลี่ยนการสั่งซื้อไปใช้บริการจากประเทศอื่นที่พร้อมกว่า
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจทั้งเก่าและใหม่ หากไม่รู้จักนำนวัตกรรมใหม่หรือระบบออนไลน์มาใช้ทำงานมากขึ้น ก็จะเสียโอกาสแข่งขันกับธุรกิจที่พร้อมกว่า
"สิ่งที่ธุรกิจต้องฝึกฝน คือ รู้จักสร้างนวัตกรรมในโลกไซเบอร์ ไม่ใช่แค่ปรับกายภาพ แต่ต้องรู้วิธีหารายได้จากโลกออนไลน์ เพื่อแข่งขันในยุคดิจิทัลได้" มนู กล่าวสรุป
นอกจากนั้นยังจะมีแนวคิดอีกหลายอย่างที่อยู่ระหว่างการนำเสนอ เนื่องจากแนวคิดเหล่านี้มีผลต่อการปรับโครงสร้างทั้งหมดของ DE และการสนับสนุนธุรกิจซอฟต์แวร์ของไทยในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นข้อเสนอทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะเดียวกันฝั่งผู้บริหาร SIPA ทั้งหมดก็จะไม่มีการปิดกั้นข้อเสนอใหม่ๆ ในช่วงนี้และปล่อยให้คณะกรรมการจัดตั้ง DE ได้ทำงานอย่างอิสระอย่างเต็มที่ต่อไป
ฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA เปิดเผยว่า ขณะนี้การจัดตั้งกระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DE ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ SIPA จะถูกควบรวมเข้าไปในโครงสร้างใหม่ ดังนั้นงานทางด้านการส่งเสริมธุรกิจซอฟต์แวร์ของไทยจะถูกทบทวนใหม่อีกครั้ง ซึ่งทาง SIPA เองได้เสนอแนวคิดในการสนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยทั้งกระบวนการโดยเป็นการเสนอแบบปรับเปลี่ยนจากเดิมเพื่อก้าวกระโดดการสนับสนุนแบบเดิม เพื่อให้ภาครัฐสามารถสร้างการแข่งขันในกลุ่มภาคเอกชนและมองในมุมที่ก้าวหน้าอย่างน้อย 3 เรื่อง
"ตอนนี้เรายังอยู่ในช่วงของการเจรจากับทางภาคเอกชนว่ามีความต้องการใดบ้าง ก่อนเข้าไปคุยกับทางภาครัฐ เพื่อช่วยย่นระยะเวลาในการทำงานให้เร็วขึ้น โดยรายละเอียดคร่าวๆ ด้านข้อเสนอนั้น จะมีทั้งดิจิทัล อองเธอเพอนัวร์ ที่ติดขัดด้านกฏหมายที่จะเอื้อประโยชน์ในการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เงื่อนไขต่างๆ ช่วยเอื้อให้สนับสนุนกลุ่มสตาร์ทอัพง่ายขึ้น เพราะปัจจุบัน นักลงทุนจะนิยมให้สตาร์ทอัพไทยไปตั้งบริษัทที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะกฏหมายเกื้อหนุนมากกว่า และภาครัฐก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วย" ฉัตรชัย กล่าว
ดังนั้น หากบริษัทซอฟต์แวร์ไทยในปัจจุบันต้องเสียบุคลากรระดับคุณภาพไปให้กับบริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกที่ตั้งสำนักงานในระดับภูมิภาคต่างๆ โดยที่บริษัทซอฟต์แวร์ไทยไม่สามารถใช้ประโยชน์และนำมาช่วยในด้านการแข่งขันได้ ทำให้ไทยต้องเสียผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งถ้าเกิดเขตเศรษฐกิจดังกล่าวขึ้นจะทำให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ ก็จะสามารถดึงดูดบุคลากรชั้นนำจากภูมิภาคนี้มาทำงานได้ง่ายขึ้น
เรื่องที่สองคือ การสนับสนุนซอฟต์แวร์ไทยต้องไม่จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ปกติ แต่จะต้องเข้ามาสนับสนุน Internet of Things หรือ IOT เนื่องจากการทำงานของซอฟต์แวร์ฝังตัวจะเกิดขึ้นในทุกธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การผลิตซอฟต์แวร์ในธุรกิจตู้เย็น ทีวี แปรงสีฟัน ฯลฯ เพื่อที่จะทำให้อุปกรณ์ทุกอย่างสามารถต่อเชื่อมกับอินเทอร์เน็ตและส่งต่อข้อมูลการใช้งานไปกลับระหว่างผู้ใช้ ผู้ผลิต และผู้เกี่ยวข้องได้ ดังนั้นการสนับสนุนเฉพาะธุรกิจซอฟต์แวร์ปกติจะไม่เพียงพออีกต่อไป แต่จะต้องทำให้ผู้ผลิต IOT ที่กำลังจะเกิดขึ้นสามารถสร้างผลงาน ไม่เช่นนั้นไทยจะกลายเป็นประเทศผู้บริโภคมากกว่าการเป็นผู้คิดค้นต่อไป
"การทำงานในสมัยนี้ ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ให้วุ่นวาย แค่มีกระเป๋าใส่เครื่องมืออิเลคทรอนิคส์ ก็สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาแล้ว ซึ่งไทยถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีออฟฟิศในฝันของชาวต่างชาติ จะเห็นได้จากเทรนด์การเช่าออฟฟิศและเวอร์ช่วลออฟฟิศที่มีมากขึ้น หากมีสถานที่ส่วนกลางไว้สำหรับเป็นห้องทำงาน เจรจาธุรกิจและทำงานร่วมกันได้แบบทันที จะช่วยให้เกิดการเจรจาทางธุรกิจพร้อมทั้งสร้างโอกาสทางรายได้อย่างมาก"
เรื่องที่สามคือ ภาครัฐต้องหันมาพิจารณาแนวโน้มของเทคโนโลยีระยะยาวจึงค่อยมองโอกาสทางธุรกิจ การสนับสนุนซอฟต์แวร์ที่กำลังล้าสมัยจะต้องหมดไป รัฐต้องสามารถให้การสนับสนุนในซอฟต์แวร์ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งการสนับสนุนเช่นนี้อาจมีบางส่วนที่โดดเด่นขึ้นมา ขณะที่บางส่วนอาจไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นตัวกฎหมายต้องเอื้อต่อการสนับสนุนเช่นนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นภาครัฐที่ทำงานจะไม่สามารถดำเนินการอะไรใหม่ๆ ให้กับธุรกิจซอฟต์แวร์ได้เลย
"คนที่เรียนจบด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์นั้นจะต้องเรียนรู้ด้านบริหารธุรกิจเพิ่มเติม เพื่อรู้จักการพัฒนาและสร้างโอกาสทางการซื้อขายเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกันคนที่เรียนจบด้านบริหารหรือครีเอทีฟก็ต้องเรียนรู้ทักษะด้านไอทีหรือออกแบบ UX, UI ไว้บ้าง เพื่อให้เป็นพื้นฐานทักษะเชิงข้อมูลการทำงานในอนาคต เพราะคนทำงานด้านไอทีสมัยนี้ ไม่สามารถเรียนรู้เพียงด้านใดด้านหนึ่ง จะต้องรอบรู้ครบทุกด้านเพื่อเป็นโอกาสการเติบโตเชิงธุรกิจในอนาคตด้วย" ฉัตรชัย กล่าวสรุป







