
เล็งขึ้นค่าแรงภาคอุตฯ5-10%
กกร.เล็งปรับโครงสร้างค่าแรงภาคอุตสาหกรรมเพิ่ม 5-10%ให้แรงงานไร้ฝีมือเพื่อยกระดับรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม-แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
กกร.เล็งปรับโครงสร้างค่าแรงภาคอุตสาหกรรมเพิ่ม 5-10%ให้แรงงานไร้ฝีมือเพื่อยกระดับรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม-แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ว่า ที่ประชุมกกร. ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาการปรับโครงสร้างค่าแรงในภาคอุตสาหกรรม ให้สอดคล้องกับลักษณะการทำงานของแรงงาน ซึ่งคาดว่าจะทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% จากค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อสนับสนุนให้แรงงานมีรายได้ที่สูงขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
ทั้งนี้ จะพิจารณาให้สำหรับแรงงานในกลุ่มที่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 60-70% ของการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม โดยคณะทำงานจะศึกษาโครงสร้างค่าแรงในแต่ละอุตสาหกรรม ความต้องการแรงงาน และลักษณะงานของแรงงานในแต่ละสาขาอาชีพ เพื่อนำมาหาจุดที่เหมาะสมสำหรับการจ่ายค่าแรง โดยจะใช้เวลาในการศึกษา 3 เดือน และนำมาหารือร่วมกันที่ประชุมอีกครั้ง โดยภาคเอกชนจะนำร่องขอความร่วมมือจากสมาชิกให้ดำเนินการก่อน
สำหรับอุตสาหกรรมนำร่อง ที่คาดว่าจะเริ่มนำระบบนี้มาใช้ได้น่าเป็นกลุ่มของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และอุตสาหกรรมที่มีการแบ่งแยกลักษณะงานที่ชัดเจน มีการผลิตเป็นจำนวนชิ้นงาน เป็นต้น เนื่องจากจะสามารถพิจารณาได้ง่ายกว่า ส่วนอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนอาจจะต้องใช้เวลาในการพิจารณานานกว่า
"การพิจารณาปรับโครงสร้างนี้จะเป็นการให้โอกาสแก่แรงงานไร้ฝีมือให้มีค่าแรงสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับแรงงาน และคาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้"นายสมเกียรติ กล่าว
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเข้ามาดูแลแรงงานในกลุ่มนี้จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการสนับสนุนให้มีการทำโครงการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานอยู่แล้ว เพื่อยกระดับแรงงานในภาคอุตสาหกรรมของไทย และให้แรงงานมีค่าจ้างที่สูงขึ้น เพราะในระยะยาวไทยต้องมุ่งสู่การใช้ที่มีทักษะเข้ามาผลิตสินค้ามากขึ้น โดยในส่วนของการพัฒนานี้จะต้องทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษาธิการด้วย
ทั้งนี้ ในฐานะของส.อ.ท. ที่เป็นกลุ่มของภาคอุตสาหกรรม และมีการใช้แรงงานสูงที่สุด จะเป็นแกนนำในการศึกษาการปรับโครงสร้างดังกล่าว และจะเชิญผู้แทนจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาศึกษาร่วมกัน โดยจะดูตัวอย่างจากต่างประเทศถึงการจัดโครงสร้างค่าแรง การแบ่งตำแหน่งงาน ลักษณะงานที่มีมากกว่า 1,200 ลักษณะงาน ว่าควรจะได้ค่าแรงงานในระดับใด รวมถึงจะดูในแง่การพัฒนาฝีมือของแรงงานแต่ละบุคคล และอายุการทำงานอีกด้วย
"คณะทำงานจะพิจารณาในแง่การพัฒนา และอายุการทำงาน เพราะบางคนทำงานมาหลายปีแต่ค่าแรงไม่เคยขึ้น รวมถึงจะต้องดูความต้องการแรงงานในแต่ละสาขาด้วย เพราะอาจทำให้เกิดการแย่งแรงงานกันในภาคอุตสาหกรรมได้"นายพยุงศักดิ์ กล่าว
สำหรับภาคเอกชน คาดว่าปีนี้จะมีการปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานไม่น้อยกว่า 3-5% ไม่รวมโบนัส ตามการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากภาคธุรกิจในปีนี้การส่งออก ยอดขายเติบโตขึ้นในอัตราที่ดีมาก ซึ่งการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนจะพิจารณาจากความสามารถในการประกอบการ อัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น ส่วนโบนัสจะพิจารณาจากผลประกอบการของธุรกิจในปีก่อน







