
กองทุนตราสารหนี้ อย่าดูแค่ผลงานอดีต
โดย อาทิตย์ ทองเจริญ ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย
โดย อาทิตย์ ทองเจริญ ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย
เมื่อพูดถึงกองทุนตราสารหนี้ ผู้ลงทุนคงคุ้นเคยกับกองทุนประเภท Fixed Term ที่กำหนดอายุกองทุน (เช่น 3 เดือน 6 เดือน ฯลฯ) ซึ่งมีการลงทุนในตราสารหนี้หรือเงินฝากที่มีอายุใกล้เคียงกับกองทุนและถือไปจนครบอายุ ทำให้กองทุนประมาณผลตอบแทนล่วงหน้าได้ว่าจะได้รับเท่าไหร่หากลงทุนจนครบอายุกองทุน หากไม่มีการผิดนัดชำระหนี้
แต่ช่วงที่ผ่านมาผลตอบแทนกองทุน Fixed Term ปรับตัวลงต่อเนื่อง จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา ส่งผลให้ตราสารหนี้ในประเทศมีผลตอบแทนลดลง ขณะที่ตราสารหนี้ต่างประเทศเมื่อแปลงด้วยต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้วก็มีผลตอบแทนในรูปของเงินบาทลดลงด้วย ทำให้ผู้ลงทุนบางส่วนที่เคยลงทุนในกองทุนประเภทนี้หันมาสนใจกองทุนตราสารหนี้แบบที่ไม่มีกำหนดอายุ หรือกองทุนตลาดเงินมากขึ้น โดยดูจากผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ฯลฯ และเกิดความเข้าใจผิดว่า หากลงทุนกองทุนดังกล่าวจะได้ผลตอบแทนเท่านั้น
ก่อนที่จะลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่ไม่กำหนดอายุ ควรทำความเข้าใจหลักพื้นฐานก่อนว่า ราคาตราสารหนี้จะแปรผกผันกับอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด หากดอกเบี้ยท้องตลาดปรับขึ้น ราคาตราสารหนี้จะลดลง หากดอกเบี้ยท้องตลาดลง ราคาตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้น อธิบายง่ายๆ ในช่วงที่ดอกเบี้ยลดลง ตราสารหนี้ที่ออกใหม่ให้ดอกเบี้ยลดลงด้วย
ขณะที่ตราสารหนี้ที่ออกมาก่อนหน้าจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่า ทำให้ผู้ลงทุนต้องการมากกว่า ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้เก่าปรับตัวขึ้น ตรงกันข้ามหากดอกเบี้ยในตลาดขึ้น ผู้ที่จะออกตราสารใหม่ก็ต้องออกตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น แต่ตราสารที่ขายอยู่ในตลาด ณ ปัจจุบันมีดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ความต้องการจึงลดลงส่งผลให้ราคาตราสารหนี้เก่าลดลงด้วย
กองทุนตราสารหนี้แบบไม่มีกำหนดอายุกองทุน หรือกองทุนตลาดเงิน เนื่องจากกองทุนจะถือตราสารหนี้อยู่ในกองทุนอยู่แล้ว ช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดเปลี่ยนแปลง กองทุนก็จะได้รับผลกระทบด้วย การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาแล้วถึง 2 ครั้ง ตั้งแต่ต้นปีรวม 0.5% จึงทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ดังนั้น กองทุนที่ถือตราสารหนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่มีอายุยาวๆ ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป จะได้ประโยชน์จากราคาตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นตาม เห็นได้ว่าช่วงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา มีบางกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงถึง 5–6% ต่อปี ทำให้ผู้ลงทุนหลายรายหันมาสนใจกองทุนนี้มาก
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องคำนึงด้วย คือ เมื่อตราสารที่อยู่ในกองทุนค่อยๆ ทยอยครบอายุ กองทุนจะต้องไปหาตราสารใหม่เข้ามาลงทุนเพื่อชดเชยตราสารเก่าด้วย
ดังนั้นเมื่อแนวโน้มดอกเบี้ยในตลาดลดลง ตราสารที่กองทุนจะเข้าลงทุนก็จะมีดอกเบี้ยลดลง ทำให้แนวโน้มผลตอบแทนในอนาคตของกองทุนลดลง การพิจารณาผลตอบแทนในอดีตของกองทุนจึงไม่สามารถยืนยันถึงผลดำเนินงานในอนาคต
ทั้งนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยได้ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสปรับลดลงมาได้อีก แต่อาจจะไม่แรงเหมือนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้โอกาสที่ราคาตราสารหนี้จะปรับขึ้นแรงมีอยู่จำกัดด้วย นอกจากนี้การที่ตราสารหนี้เก่าๆ ทยอยครบอายุ ตราสารหนี้ใหม่ๆ ที่กองทุนจะเข้าลงทุน ก็มีดอกเบี้ยลดลงตามสภาวะตลาด จึงมีโอกาสที่ผลตอบแทนของกองทุนเหล่านี้จะลดลงจากอดีต
นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอก เช่น การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แนวโน้มการแก้ไขปัญหาหนี้ของกรีซ และปัจจัยภายใน เช่น มุมมองของ กนง.ต่อการพิจารณาดอกเบี้ยนโยบาย ความกังวลว่ารัฐบาลจะกู้เงินด้วยการออกพันธบัตรมากขึ้นเพื่อนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ความคาดหวังของการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและทิศทางค่าเงินบาท ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ความคาดหวังอัตราดอกเบี้ยในตลาดผันผวนมากขึ้น และส่งผลต่อราคาตราสารหนี้และผลตอบแทนของกองทุนในระยะสั้น ดังนั้นผู้ลงทุนควรลงทุนอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป
สรุปสิ่งที่ผู้ลงทุนต้องพิจารณาก่อนเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้แบบที่ไม่ได้มีกำหนดระยะเวลา คือ 1) อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่อาจปรับตัวลดลงได้อีก ดังนั้นหากสามารถลงทุนได้ยาวขึ้นก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น 2) การยอมรับความเสี่ยง หากไม่ชอบความผันผวน ควรหลีกเลี่ยงกองทุนที่ถืออายุตราสารยาวๆ เพราะจะมีความผันผวนมากกว่า หรือหากยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำ ก็อาจเลือกกองทุนตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ หรือเน้นลงทุนในประเทศมากกว่าลงทุนในเอกชนหรือต่างประเทศ และ 3) ระยะเวลาที่ต้องการลงทุน หากไม่สามารถลงทุนได้นาน ควรเลือกลงทุนในกองทุนประเภทตลาดเงิน หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้โดยส่วนใหญ่ไม่เกิน 3 เดือน หากลงทุนได้ยาวตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เพื่อผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นก็จะเป็นทางเลือกที่ดีในภาวะที่ดอกเบี้ยจะยังอยู่ระดับต่ำไปอีกพักหนึ่ง
สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงไม่สามารถดูได้จากผลดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนได้เพียงอย่างเดียว นักลงทุนควรระมัดระวังและตระหนักว่า การลงทุนในตราสารหนี้ย่อมมีโอกาสขาดทุน







