
เอเชียตะวันออกฮิต ดูดเงินเอฟดีไอสูงสุด
รายงานการลงทุนโลกปี 2558 โดยที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด)
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
รายงานการลงทุนโลกปี 2558 โดยที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของโลกในปี 2557 ปรับตัวลดลง 16% แต่หากเจาะรายภูมิภาค พบว่าเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีเอฟดีไอไหลเข้าเพิ่มขึ้น
สำหรับมูลค่าเอฟดีไอในปี 2557 สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 3.81 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตขึ้น 10% แบ่งเป็นไหลเข้าเอเชียตะวันออก 2.48 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 12% และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1.33 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตขึ้น 5%
รายงานระบุด้วยว่า จีนเป็นประเทศที่ดึงดูดเอฟดีไอได้สูงสุดที่ 1.29 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2556 เป็นผลจากการลงทุนในภาคบริการที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง เพราะการปรับขึ้นค่าจ้าง ขณะที่เอฟดีไอเข้าสู่ฮ่องกงเพิ่มขึ้น 39% จากการลงทุนในลักษณะเข้าไปถือหุ้นเพื่อควบรวมหรือครอบครองกิจการขนาดใหญ่ข้ามชาติ
เมื่อมองในกลุ่มอาเซียน สิงคโปร์ยังครองแชมป์เอฟดีไอ โดยมีเงินทุนไหลเข้า 6.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4% ส่วนเงินลงทุนเข้าอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 20% จากการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการลงทุนในหุ้น
ด้านเวียดนามที่บริษัทในภูมิภาคนี้นิยมใช้เป็นฐานการผลิตได้รับเอฟดีไอประมาณ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3% เช่นเดียวกับประเทศรายได้ต่ำอื่นในอาเซียนที่ดูดเงินต่างชาติได้เพิ่มขึ้น เพราะได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตและบางประเทศได้รับเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่
ในแง่ประเภทการลงทุนในอาเซียน ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตขึ้น โดยประเทศผู้เป็นเจ้าของเงินทุนหลักๆ เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งอังค์ถัดคาดการณ์ว่าเอฟดีไอในโครงสร้างพื้นฐานจะขยายตัวต่อไปในอนาคต
กมลินทร์ พินิจภูวดล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ไอทีดี) กล่าวว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะส่งผลดีต่อการลงทุนภายในภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะข้อตกลงภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน ซึ่งเป็นการเปิดเสรีภาคบริการ และไทยเป็นที่สนใจของต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในธุรกิจบริการ และข้อตกลงเรื่องการคุ้มครองการลงทุน ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันภายในภูมิภาคมากขึ้น
ขณะที่การลงทุนในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา นั้นอาจจะยังอยู่ในระดับไม่มากหากเทียบกับประเทศอื่นๆ เพราะยังมีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนจำกัด
โชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า นักลงทุนจีนได้กลายเป็นนักลงทุนต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้เป็นจำนวนมาก ดูตัวอย่างจากฮ่องกง ที่ออกมาตรการดึงดูดการลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่โดยเฉพาะ เนื่องจากบริษัทจีนจำนวนมากที่ยังไม่พร้อมจะออกไปลงทุนในต่างประเทศ จะต้องการเข้าไปลงทุนในฮ่องกงก่อนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ และจะขยายการลงทุนไปต่างประเทศในอนาคต
ขณะที่ประเทศไทยได้ดึงดูดทุนจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมยานยนต์ ยางรถยนต์ การประกอบรถยนต์ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน เชื่อว่ามาตรการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศที่ไทยต้องการให้นักลงทุนเข้ามาตั้งสำนักงานภูมิภาค หรือตั้งบริษัทการค้าในไทยนั้น จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการลงทุนในภาคบริการในประเทศไทยมากขึ้น รวมทั้งจะช่วยดึงธุรกิจสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ตามเข้ามาเพิ่มขึ้น และนอกจากการดึงดูดการลงทุนแล้ว ทุนไทยยังได้ออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นเดียวกัน







