
ธุรกิจก่อสร้างคึกรับเมกะโปรเจกต์
ธุรกิจตบเท้าชิงเค้กเมกะโปรเจกต์ “เจแอลจี” บุกตลาดรถกระเช้า โปรเจกต์ แพลนนิ่ง มุ่งขยายงานรัฐ
ธุรกิจตบเท้าชิงเค้กเมกะโปรเจกต์ “เจแอลจี” บุกตลาดรถกระเช้า โปรเจกต์ แพลนนิ่ง มุ่งขยายงานรัฐ
นายเดสมอนด์ ซอ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป บริษัท เจแอลจี อินดัสทรีส์ อิงก์ ในเครือออชคอช ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ประกอบการรถกระเช้า เปิดเผยว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมก่อสร้างในไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาถือว่าดีมากจากทั้งโครงการของภาครัฐและเอกชน และคาดว่าจะดีต่อเนื่อง เพราะจะมีงานโครงการใหม่ๆ ของรัฐเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก
ในขณะที่ปัญหาแรงงานขาดแคลนท่ามกลางงานก่อสร้างที่ขยายตัว จะทำให้ความต้องการอุปกรณ์ประเภทรถกระเช้าสูงขึ้น เพื่อทดแทนการใช้แรงงานคน ทดแทนการใช้นั่งร้าน และทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น โดยจากการสำรวจอุปกรณ์เสริมอย่างรถกระเช้าทุกรูปแบบช่วยทำให้งานเร็วขึ้นได้ 30% ซึ่งที่ผ่านมาตลาดรถกระเช้าในไทยมีสัดส่วนมากถึง 70-75% เป็นตลาดเช่า ส่วนอีก 20-25% เป็นตลาดซื้อ
ทั้งนี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและอุตสาหกรรมการบินมีความต้องการใช้รถกระเช้าในลักษณะซื้อเป็นของตัวเองมากขึ้นด้วย บริษัทจึงเตรียมบุกตลาดช่องทางค้าปลีกเป็นครั้งแรกในไทย โดยได้แต่งตั้งบริษัท ยูไนเต็ด มอเตอร์เวิกส์ เป็นตัวแทนจำหน่ายช่องทางค้าปลีกในไทย เพราะมีความเชี่ยวชาญในช่องทางนี้มาก
นายอาซึชิ โตมิตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด มอเตอร์เวิกส์ กล่าวว่า การได้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถกระเช้าของกลุ่มเจแอลจีฯ จะทำให้ยอดขายปีนี้ของบริษัทเติบโต 20% หรือมีมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท ในปีหน้า ส่วนยอดขายรถกระเช้าของกลุ่มเจแอลจีฯ ตั้งเป้าสิ้นปีมียอดขาย 33 ล้านบาท และจะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 260 ล้านบาท ภายในปี 2560
ด้าน นายธัช ธงภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส บริษัทที่ปรึกษาบริหารโครงการด้านวิศวกรก่อสร้าง กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้งานก่อสร้างภาคเอกชนชะลอตัวตาม รวมไปถึงงานภาครัฐที่มีออกมาไม่มากนักในช่วงครึ่งปีแรก คาดว่างานก่อสร้างจะทรงตัวเช่นนี้ไปจนถึงสิ้นปี หวังว่าในช่วงครึ่งปีหลังรัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ หรือโครงการเมกะโปรเจกต์ออกมามากขึ้น จะช่วยกระตุ้นต่อการเติบโตของธุรกิจก่อสร้างและภาคเศรษฐกิจได้มาก
ทั้งนี้ บริษัทได้มีการปรับตัว โดยจะหันมาเพิ่มการรับงานภาครัฐมากขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 20% ในขณะที่ภาคเอกชน 80% โดยจะปรับสัดส่วนให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจหรืองานจากส่วนใดส่วนหนึ่งลดลง ขณะเดียวกันบริษัทยังคงเดินหน้าเข้าเสนองานจากกลุ่มลูกค้ารายใหม่ภาคเอกชน สำหรับงานภาครัว บริษัทเชื่อมั่นว่าในช่วงครึ่งปีหลังนี้พร้อมจะเข้าร่วมประมูลงานรถไฟฟ้าในทุกๆ สาย







