
ไทยจ่ายค่าภัยไซเบอร์ มากอันดับ 2 อาเซียน
การแลกเปลี่ยนข้อมูลรักษาความปลอดภัยในยุคที่ไอทีและโมบิลิตี้ครองเมืองนั้น
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
การแลกเปลี่ยนข้อมูลรักษาความปลอดภัยในยุคที่ไอทีและโมบิลิตี้ครองเมืองนั้น ทำให้องค์กรธุรกิจต่างๆ ต้องมองหาวิธีป้องกันมากขึ้น ทั้งเรื่องอาชญากรไซเบอร์ แฮ็กเกอร์ ไวรัส ที่มีรูปแบบของมัลแวร์ ฝังตัวอยู่ในระบบฐานข้อมูลส่วนกลาง จนอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่ด้านภาพรวมของธุรกิจก็เป็นได้
ยูจีน ปุย ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอ็ม-โซลูชั่นส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทเป็นตัวแทนให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และมีแผนจัดงานโรดโชว์ตามประเทศในแถบอาเซียน
“เราเห็นองค์กรธุรกิจต่างๆ เริ่มตระหนักถึงภัยออนไลน์มากขึ้น โดยภัยคุกคามประเภท APT หรือ Advanced Persistent Threats เป็นการขโมยข้อมูลขององค์กรผ่านเทคนิคการขโมยข้อมูลแบบไร้ตัวตน ที่มีการซ่อนมัลแวร์เอาไว้ภายใต้แอพพลิเคชั่นที่มีความน่าเชื่อถือ” ยูจีน กล่าว
การจัดงานสัมมนาด้านระบบรักษาความปลอดภัยเริ่มมีมากขึ้นในประเทศแถบเอเชีย เพราะแนวโน้มการรักษาความปลอดภัยถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ
“องค์กรธุรกิจต่างๆ ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากบรรดาแฮ็กเกอร์ที่มองหาช่องโหว่จากกลุ่มธุรกิจขนาดเอสเอ็มบี และเอนเตอร์ไพรส์ ซึ่งลูกค้าที่เราจะเข้าไปทำตลาดมีทุกกลุ่มธุรกิจไม่ว่าจะเป็น สถาบันการผลิต, สายการผลิต, ธุรกิจค้าปลีก, หน่วยงานภาครัฐและภาคการศึกษา เป็นต้น” ยูจีน กล่าว
บริษัทยังขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะเทรนด์การป้องกันจากต่างประเทศยังส่งผลกระทบแก่ธุรกิจไทย ซึ่งรูปแบบการดูแลลูกค้าของเราจะเป็นการให้บริการแบบเดียวกับต่างประเทศ เพราะมีความเข้าใจในเรื่องของการแฮ็กเกอร์ที่เป็นกรณีตัวอย่างมาก่อน
การขโมยข้อมูลองค์กรผ่านเทคนิคการแฮ็กแบบไร้ตัวตน ยังถือว่าเป็นภัยคุกคามที่ต้องระวังอย่างสูง เพราะบริษัทไม่สามารถทราบได้ว่า ภายใต้อีเมล เว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่นที่น่าเชื่อถือนั้นจะมีมัลแวร์ซ่อนอยู่หรือไม่ ซึ่งเทรนด์มัลแวร์สูงสุดที่เคยพบจะเป็นการเข้าไปฝังตัวในระบบเซิร์ฟเวอร์กลาง ทำให้ข้อมูลส่วนกลางรั่วไหล และการแก้ปัญหาที่ทำได้คือ การยอมเสียค่าไถ่ให้แก่แฮ็กเกอร์ ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง
ประเทศไทยยังถือว่าเป็นประเทศที่ 2 รองจากสิงคโปร์ ในเรื่องของการใช้จ่ายเพื่อป้องกันปัญหาภัยคุกคามเหล่านี้ ซึ่งบริษัทเชื่อว่าการเข้าไปทำตลาดร่วมกับพาร์ตเนอร์ที่เป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรจะช่วยสร้างรายได้เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก
ตอนนี้บริษัทมีพาร์ตเนอร์ประมาณ 500 ราย โดยแต่ละบริษัทจะมีรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการด้านระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อเตรียมพร้อมสู่ยุคอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์, วิธีป้องกันการโจมตีจากโลกไซเบอร์, ยกระดับระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบเอนเตอร์ไพรส์สู่โลกของคลาวด์
“เราจะเห็นการใช้งานโมบิลิตี้หรือบีวายโอดีมากขึ้น ดังนั้นการป้องกันจะไม่ใช่แค่ฝ่ายไอทีขององค์กรที่ต้องให้ความใส่ใจ แม้แต่พนักงานหรือหน่วยงานทั่วไป ที่จะเข้าใช้งานระบบก็ต้องมีการตรวจสอบอย่างทั่วถึง เพราะไวรัสนั้นสามารถแทรกเข้ามาผ่านการเปิดอีเมลหรือคลิกลิงค์ข้อมูลโดยไม่ระวังได้” ยูจีน กล่าว
การเข้ามาของอีคอมเมิร์ซก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะธุรกิจการค้าบนโลกออนไลน์เริ่มเติบโตมากขึ้น จะเห็นธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่เริ่มเข้ามาขายสินค้าบนโลกออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและสร้างฐานลูกค้าใหม่ๆ รวมทั้งหานวัตกรรมที่เหมาะสมมาใช้กับลูกค้ามากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นโอกาสมหาศาล
“หากลูกค้ากดเข้ามาสั่งซื้อสินค้าแล้วเจอเพจที่ติดไวรัส หรือระบบการชำระเงินไม่ปลอดภัย ก็จะสูญเสียความเชื่อมั่นในการเข้าใช้งานซ้ำ ดังนั้นการลงทุนที่ปลอดภัยนั้น ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการลงทุนด้านไอทีจะมีมูลค่าสูงในช่วงแรก แต่ผลตอบรับที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่าเสมอ” ยูจีน กล่าว
ทั้งนี้ นโยบายดิจิทัลอีโคโนมีของภาครัฐ ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ภาคเอกชนหันมาให้ความสนใจเรื่องไอที และกล้าลงทุนมากขึ้น แม้เศรษฐกิจรวมจะชะลอ แต่การพัฒนาหลังบ้านหรือลงทุนไอทีในจังหวะนี้ ถือเป็นโอกาสปรับปรุงและพัฒนาหลังบ้านให้แข็งแกร่งก่อนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะฉะนั้นองค์กรธุรกิจต่างๆ ไม่ควรมองข้ามเรื่องเหล่านี้







