
ก่อการร้ายรัฐขว้างงูไม่พ้นคอ
การที่บริษัทประกันภัย นำคำประกาศของรัฐบาลว่าเป็นการก่อการร้าย มาใช้เป็นหลักฐานที่จะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ที่ไม่มีประกันภัยก่อการร้าย เป็นเหตุที่รัฐบาลคิดไม่ถึงว่าต้องติดกับดักการกระทำของตัวเอง
การที่บริษัทประกันภัย นำคำประกาศของรัฐบาลว่าเป็นการก่อการร้าย มาใช้เป็นหลักฐานที่จะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ที่ไม่มีประกันภัยก่อการร้าย เป็นเหตุที่รัฐบาลคิดไม่ถึงว่าต้องติดกับดักการกระทำของตัวเอง
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การประกาศว่า การจลาจลจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและแนวร่วม นปช. มีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวอยู่
ขณะที่การเผาเมือง ตึกรามบ้านช่อง ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร ร้านสะดวกซื้อ และการโจรกรรมต่างๆ เกิดจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายของรัฐบาล ก่อนจะใช้มาตรการการปราบปรามขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ชุมนุม กลายเป็นบูเมอแรงย้อนกลับมากระแทกใส่องคาพยพของรัฐบาลทำให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เพราะการประกาศไปทั่วโลกของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ผู้บริหารบริษัทประกันภัยไทย บอกว่า บริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศได้นำไปใช้ประกอบการตัดสินใจว่า...
“หากลูกค้าผู้ที่ซื้อกรมธรรม์ได้รับความเสียหายจากการชุมนุมครั้งนี้ ไม่มีประกันภัยก่อการร้าย จะไม่มีการจ่ายชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ เพราะคำชี้แจงของรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด”
ปัญหาเหล่านี้ได้ทำให้บรรดาผู้ถือกรมธรรม์ทั้งรายใหญ่ยันรายย่อยที่ซื้อไว้ ต่างตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เงินที่จะนำไปใช้ในการก่อร่างสร้างตัวใหม่ก็ไม่มี จะหวังเงินชดเชยจากการซื้อกรมธรรม์ที่ป้องกันความเสี่ยงไว้ กลับมีวี่แววว่าจะไม่ได้รับความคุ้มครองเข้าไปอีก
วันนี้แกนนำของรัฐบาลทั้งนายกรัฐมนตรี และ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้แต่ฟาดงวง ฟาดงา แกมขอร้องให้บริษัทประกันภัยผ่อนปรนเงื่อนไข เพื่อจะได้เร่งจ่ายสินไหมให้กับผู้ประกอบการรายย่อยที่เสียหายที่มีประกันภัยอยู่จำนวน 1,105 กรมธรรม์ มีวงเงินความคุ้มครองรวมกัน 5,000 ล้านบาทออกมาโดยเร็ว
แต่ปรากฏว่าลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำประกันคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกชนิดที่คุ้มครองทรัพย์สินถูกไฟไหม้ การจลาจล น้ำท่วม ภัยเปียกน้ำ การฉวยโอกาสของผู้มีเจตนาร้าย รวมถึงการโจรกรรม
แต่ดูเหมือนว่าบริษัทประกันภัยกลับไม่กล้าจ่าย...ไม่กล้าควัก
บริษัทประกันภัยไทยจึงต้องการให้รัฐบาลประกาศออกมาเพิ่มเติมว่า จุดไหนที่ไม่ได้เสียหายจากการก่อการร้าย จะได้ใช้เป็นหลักฐานในการจ่ายสินไหมทดแทน
ถึงขนาดประกาศชัดเจนว่า หากรัฐบาลไม่ประกาศออกมาให้ชัด ก็จะรอผลการสรุปทางสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่จะเป็นผู้นำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาล
หากเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่า ต้องไปใช้เวทีของศาลในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 7-8 ปี กว่าจะได้เงินชดเชยมา
อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางให้บริษัทประกันภัยพิจารณาตามข้อเท็จจริง
ขณะที่นายกอร์ปศักดิ์ ที่นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม บอกแต่เพียงว่าได้ส่งเรื่องทั้งหมดให้ดีเอสไอเป็นผู้สรุป
ขณะที่ท่าทีของดีเอสไอ ดูจะไม่เอื้อต่อผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายทั้งรายเล็กรายย่อยแม้แต่น้อย
เพราะในขณะที่ผู้เสียหายต้องการให้รัฐบาลประกาศว่า ภัยที่เกิดขึ้นนอกเขตพื้นที่ราชประสงค์ หรือเหตุการณ์หลังวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นการก่อการร้าย จะได้นำหลักฐานนั้นไปเจรจาเคลมสินไหมกับบริษัทประกันภัย
แต่ตัวแทนดีเอสไอ ยืนยันว่าการวางเพลิงก่อนวันที่ 19 พ.ค. ก็ไม่ได้เกิดในที่ที่มีการชุมนุม เช่น การยิงจรวดอาร์พีจีเข้าใส่ถังเก็บน้ำมันที่ จ.ปทุมธานี การเผาอาคารมาลีนนท์ สำนักงานการไฟฟ้านครหลวง เขตคลองเตย และเผาศาลากลางจังหวัดต่างๆ ก็ไม่ได้เกิดในที่ชุมนุม
เหตุการณ์เหล่านี้ก็เข้าข่ายก่อการร้าย เพราะอาจเป็นการเชื่อมโยงของกลุ่มคนชุมนุม
เหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องทั้งการวางเพลิง การเผาทรัพย์ การปล้นทรัพย์ ถือเป็นคดีความเกี่ยวพันกับการก่อการร้าย ที่จะต้องหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
สุดท้ายปลายทาง เมื่อสรุปแล้วก็ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช.แดง ต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาลที่นายกอร์ปศักดิ์ คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 7-8 ปี
ขณะที่ผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายที่ได้ทำประกันภัยไว้ในวงเงินรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท ต้องการจะได้รับการชดเชยทันที เพื่อจะได้นำเงินและวงเงินที่คุ้มครองไว้ไปพลิกฟื้นกิจการของตัวเอง
และมีผู้ประกอบการเพียง 21 รายเท่านั้นที่ ซื้อประกันภัยก่อการร้ายไว้ ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหาในการรับสินไหมทดแทนแต่อย่างใด
ดังนั้น หากรัฐบาลประกาศออกมาว่า จุดไหน เหตุการณ์ใด เวลาเท่าไหร่ที่ไม่เข้าข่ายก่อการร้าย ก็จะเป็นการปลดล็อกข้ออ้างของบริษัทประกันภัยที่ยกเป็นข้ออ้างไม่ยอมจ่ายเงินออกมา
แต่หากไม่ประกาศออกมาเช่นดังว่า ความหวังดังกล่าวก็มลายหายวับ...
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ประกาศออกมาว่าจุดไหนที่ไม่ใช่ก่อการร้าย เพราะกลัวว่าจะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลต่อประชาชนไทยและสังคมโลก
เพราะก่อนหน้านี้ได้ตีขลุมไปหมดแล้วว่า ทุกพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายในช่วงการชุมนุม เป็นความเชื่อมโยงกันของผู้กระทำผิด กับผู้ชุมนุม ที่มีกระบวนการก่อการร้ายแฝงอยู่
หากรัฐบาลประกาศว่าจุดไหนไม่ใช่ก่อการร้าย จะกลายเป็นผลดีต่อรูปคดีของฝ่าย นปช. ในการนำมาเป็นคู่ต่อสู้ เพื่อหักล้างความผิด จนต้องปล่อยแกนนำ นปช.แดงออกมา
และที่ไปขึ้นแบล็กลิสต์ตรวจสอบ 83 เครือข่ายท่อน้ำเลี้ยงแดง ก็ต้องหลุดพ้นเช่นกัน
ท่าทีของรัฐบาลดังกล่าวจึงแทนที่จะอุ้มชูดูแลผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอาการ “ตกใจ” แล้ว “เผาเมือง” จนชาวบ้านร้านค้าเดือดร้อนกันทั่ว กลับไปเข้าทางบริษัทประกันภัย
เปรียบได้กับเนื้ออ้อยเข้าปากช้างแล้ว
ยิ่งเฉพาะช้างที่เป็นบริษัทประกันภัยต่างประเทศ รัฐบาลไทยไม่อาจเอื้อมมือไปก้าวก่าย หรือใช้อำนาจทางการเมือง ไปสั่งให้บริษัทประกันภัยต่างประเทศจ่ายชดเชยค่าสินไหมทดแทนได้
แม้แต่การไปเร่งรัดให้บริษัทประกันภัยในประเทศให้เร่งจ่ายเงินช่วยเหลือออกมาก็ทำไม่ได้
การที่บริษัทประกันภัย นำคำประกาศของรัฐบาลว่าเป็นการก่อการร้ายเผยแพร่ไปทั่วโลก มาใช้เป็นหลักฐานที่จะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ที่ไม่มีประกันภัยก่อการร้าย เป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลคิดไม่ถึงว่าจะต้องติดกับดักการกระทำของตัวเอง
เหมือนขว้างบูเมอแรงที่มันย้อนกลับมาทำร้ายผู้ขว้างเอง
ดังนั้น ทางออกของปัญหาในการดูแลประชาชน พ่อค้ารายย่อยที่เดือดร้อนจากการตกใจ แล้วรวมพลังกันเผาเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงจึงดูเหมือนไร้ทางออก
นอกจากรัฐบาลจะยอมรับภาระและกัดฟันตั้งงบประมาณขึ้นมาก้อนหนึ่งในรูปของกองทุนช่วยเหลือการวางเพลิง ปล้นสะดมจากเหตุการณ์พฤษภาเลือด
จากนั้นจึงใช้ “กำลังภายใน” ไปบีบ เฟ้น เค้นคอ ให้บริษัทประกันภัยทั้งหลายของไทยยอมจ่ายค่าสินไหมในแต่ละกรมธรรม์ไปก่อนล่วงหน้า โดยมีสัญญาผูกพันว่ารัฐบาลจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้ในอนาคต
แม้ว่า “บริษัทรับประกันภัยต่อ” จะยังไม่จ่ายเงินให้ในช่วงนี้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาตัดสินออกมาจากศาลก็ตาม
ไม่เช่นนั้นอย่าหมายว่าเงินจะออกมาจากปากของบริษัทประกันภัย
เพราะเรื่องนี้นายกสมาคมประกันภัยนั้นยืนยันชัดเจนว่า แม้อยากจะช่วยคนไทยด้วยกันใจจะขาด แต่การแอ่นอกออกเงินจ่ายให้ผู้ประกอบการไปก่อน แล้วบริษัทรับประกันภัยต่อไม่ยอมจ่าย ก็เท่ากับการนำบริษัทไปอยู่บนความเสี่ยงของการแบกรับภาระจนอาจขัดสนสภาพคล่องได้
แต่หากรัฐบาลตั้งกองทุนและมีการออก “บิล” มาการันตีว่าจะจ่ายให้ในอนาคตมาเป็นเบาะรองรับ ก็พอจะ “กล้อมแกล้มแบกรับภาระกันได้”
ไม่เช่นนั้นอย่าหมายว่า จากการก่อการร้ายที่รัฐบาลประกาศออกไปจะได้เงินจากบริษัทประกัน
แน่นอนว่าหากเป็นเช่นนั้นจะเกิดการฟ้องร้องรัฐบาลเพื่อเรียกค่าเสียหายกันยกใหญ่จากร้านค้าประชาชนที่ซื้อกรมธรรม์ไว้อีกทอดหนึ่ง แต่ไม่ได้รับเงินจากบริษัทประกัน
ยุ่งเหมือนยุงตีกันจริงๆ







