
ตลท.ดึงญี่ปุ่นระดมทุน
โรดโชว์ชวนมาออกตราสารใหม่ๆ มองหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
โรดโชว์ชวนมาออกตราสารใหม่ๆ มองหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
ตลท.โรดโชว์ญี่ปุ่นหวังดึงมาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ภายหลัง ก.ล.ต.ไฟเขียวสินค้าใหม่
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในต้นเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระพัฒนสินพาบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ไปให้ข้อมูล (โรดโชว์) กับนักลงทุนในประเทศญี่ปุ่น
ขณะเดียวกัน ได้ร่วมกับทางบริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย เชิญชวนให้บริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นและนอกตลาดหลักทรัพย์ แต่มีการลงทุนในประเทศไทยให้ใช้เครื่องมือในตลาดทุนไทยเป็นช่องทางในการระดมทุน จากเดิมระดมทุนเฉพาะตราสารหนี้ โดยพบว่ามี บจ.ญี่ปุ่นตอบรับและแสดงความสนใจเข้าร่วมรับฟังข้อมูลในส่วนนี้ 400-500 บริษัท
ทั้งนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นขณะนี้ให้ความสนใจระดมทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการต่างประเทศระดมทุนในตลาดทุน ผ่านเครื่องมือการเงินหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอินฟราฟันด์ ทรัสต์ (กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน) การจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดแรก (ไพร์มารี ลิสติ้ง) รวมไปถึงการจดทะเบียน 2 ตลาด (ดูโอ ลิสติ้ง)
“บจ.ในญี่ปุ่นที่มีห่วงโซ่การผลิตในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า ฮอนด้า ต่างอยากระดมทุนในไทย และแม้แต่ฮอนด้า ลีสซิ่งเอง มีการระดมทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว แต่จะผ่านตลาดตราสารหนี้มากกว่า และบริษัทเหล่านี้ได้ต้นทุนที่ต่ำมาก เพราะได้รับการจัดอันดับเครดิตระดับ AAA แต่เมื่อทางตลาดทุนเปิดโอกาสมีเครื่องมือการระดมทุนหลากหลายทางผู้ประกอบการเหล่านี้ต่างให้ความสนใจในสินค้าใหม่ๆ ที่ทาง ก.ล.ต.เปิดโอกาสให้” นายภากร กล่าว
นอกจากผู้ประกอบการประเทศญี่ปุ่นแล้ว ทาง ตลท.ยังมองว่า กลุ่มประเทศที่มีโอกาสและสนใจจะใช้ตลาดทุนไทยเป็นเครื่องมือในการระดมทุนจะเป็นกลุ่มประเทศที่มีธุรกิจในประเทศไทยจำนวนมาก เช่น ประเทศจีน เป็นต้น
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) พบว่า ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา (2556-2557) บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง ออกหุ้นกู้ทุกปี ปีละประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ส่วนปีนี้ออกไปแล้ว 2 ครั้ง รวม 4,000 ล้านบาท
นายภากร กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการระดมทุนจากการขายหุ้นให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) รวมทั้งสิ้น 7.98 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2,484 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงที่สุดในภูมิภาคนี้ และมากกว่าอันดับ 2 คือ มาเลเซียถึง 3 เท่า หรือมีการระดมทุนเพียง 790 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยอินโดนีเซีย 400 ล้านเหรียญสหรัฐ สิงคโปร์ 12 ล้านเหรีญสหรัฐเท่านั้น
สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการระดมทุนสูงในระยะ 3-4 ปี ที่ผ่านมา เป็นผลมาจาก บจ.ระดมทุนเพื่อไปลงทุนในกิจการต่างประเทศ เช่น บริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) อีกทั้งมีเครื่องมือในการระดมทุนหลากหลายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นกองทรัสต์ เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT)
สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทย นายภากร กล่าวอีกว่า ดัชนีหุ้นน่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคในประเทศ การลงทุน ยอดการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว เพราะภายหลังภาครัฐเร่งการลงทุน น่าจะกระตุ้นการบริโภคให้ดีขึ้น ขณะที่ยอดการส่งออกไปยังประเทศสำคัญ เช่น สหรัฐ กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงเริ่มกลับมาเป็นบวก
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในเดือน พ.ค. นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 มูลค่า 3,118 ล้านบาท แต่รวม 5 เดือน ยังเป็นผู้ขาย 6,229 ล้านบาท ร่วมกับรายย่อย และพอร์ตโบรกเกอร์ขณะที่สถาบันไทยกลับมียอดซื้อสุทธิ 2.4 หมื่นล้านบาท เป็นทริกเกอร์ฟันด์ เป็นผู้ซื้อสำคัญอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาด แต่ก็สร้างความหลากหลาย ทำให้มีมุมมองแตกต่างกันไป
อย่างไรก็ตาม ในเดือน พ.ค. มูลค่าการซื้อขายหุ้นเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ระดับ 3.8 หมื่นล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะรายย่อยลดลงเหลือ 52% ขณะที่สถาบันต่างชาติสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 26.02%
ด้านตลาดหุ้นหลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ในช่วงบ่าย พบแรงซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ชัดเจนขึ้น สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ บล.ธนชาต ว่าหุ้นกลุ่มธนาคารและประกันชีวิตได้ประโยชน์จากการคงดอกเบี้ย เช่น ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงไทย (KTB) และบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” BLA ให้พื้นฐาน 65 บาท เพราะมีความเสี่ยงในการตั้งสำรองในอนาคตลดลงและผลงานผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว







