
แผนลงทุน 2 แสนล้าน ปตท.ยึดหัวหาด ‘ก๊าซ’
สถานการณ์พลังงานของประเทศไทยที่อึมครึมอยู่ในขณะนี้ ถือว่ายืนอยู่บนทางสองแพร่ง และมีความสุ่มเสี่ยงพอสมควร ถ้าพิจารณาในมิติของความมั่นคงด้านปริมาณ
สถานการณ์พลังงานของประเทศไทยที่อึมครึมอยู่ในขณะนี้ ถือว่ายืนอยู่บนทางสองแพร่ง และมีความสุ่มเสี่ยงพอสมควร ถ้าพิจารณาในมิติของความมั่นคงด้านปริมาณ
เนื่องจากประเทศไทยมีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยรวม 4,500-5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในจำนวนนี้เป็นก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ภายในประเทศเพียง 58% หรือ 2,600 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ก๊าซธรรมชาติที่เหลือนั้นต้องนำเข้า 23% หรือ 1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน จากพื้นที่การผลิตร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) ราว 750-800 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และการนำเข้าในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว LNG อีก 2% หรือ 95-100 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ขณะที่ผลิตน้ำมันดิบได้เพียง 32% ของการบริโภคแต่ละวัน
ว่ากันว่า หากไทยยังคงผลิตด้วยอัตรานี้จะมีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบเหลือต่อไปเพียง 6 ปี และ 3 ปีเศษ
ในการประชุม World Gas Conference 2015 ระหว่างวันที่ 1-5 มิ.ย. ที่กรุงปารีส 5 ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกมีการประเมินว่าในอนาคตอันใกล้ปริมาณการใช้ก๊าซจะก้าวขึ้นมาจี้ติดพลังงานน้ำมันแซงหน้าถ่านหินอย่างแน่นอน
ขณะที่สัมปทานก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในแหล่งบงกช ที่ดำเนินการโดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมและแหล่งเอราวัณที่ดำเนินการโดยเชฟรอนฯ ปริมาณการผลิตราว 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน กำลังจะสิ้นสุดอายุลงในปี 2565-2566 และยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนว่า รัฐบาลจะทำอย่างไร
ระหว่างที่เกิดรอยต่ออันสำคัญนั้น ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า ปตท.จะเสนอกระทรวงพลังงานเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พิจารณาแผนการก่อสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เฟส 3 จำนวน 5 ล้านตัน และหน่วยแปลงสภาพก๊าซธรรมชาติรูปแบบลอยน้ำ (Floating Storage & Regasification Unit : FSRU) จำนวน 2 แห่ง และลงทุนท่อก๊าซเส้นที่ 5 โดยใช้งบประมาณรวมกว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อความมั่นคงพลังงานของไทย
ทั้งนี้ ตามแผนการลงทุนคลัง LNG เฟส 3 อีก 5 ล้านตัน/ปี กำลังพิจารณาพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง แต่เป็นคนละพื้นที่กับคลัง LNG ในเฟส 1-2 ที่มีกำลังผลิตอยู่ 10 ล้านตัน/ปี
คลัง FSRU ชั่วคราวชุดแรกจะมีขนาด 3 ล้านตัน/ปี จะลงทุนสร้างที่บริเวณ อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อสร้างความมั่นคงพลังงานทางภาคใต้จากการปิดซ่อมแหล่งก๊าซไทย-มาเลเซีย (JDA) ในบางช่วงเวลา คลังแห่งนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วส่วนหนึ่ง ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนคลัง FSRU ลอยน้ำชุดที่ 2 นั้น ตามแผนงานซึ่งได้มีการหารือในหลักการกับทางการเมียนมาในเบื้องต้นไปแล้ว จะเป็นการเช่าเรือที่บรรทุก LNG มาจอดไว้ เพื่อใช้เป็นคลังลอยน้ำในฝั่งเมียนมาขนาด 3 ล้านตัน/ปี และจะลงทุนสร้างฐานการเปลี่ยนจากแอลเอ็นจีของเหลวเป็นก๊าซแล้วส่งผ่านท่อก๊าซมายังฝั่งไทย ซึ่งจะใช้เงินลงทุนแห่งละ 450 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในฝั่งตะวันตก จากเดิมที่มีความเสี่ยงการปิดซ่อมแหล่งก๊าซในเมียนมาร์เป็นประจำในช่วงเดือน เม.ย.
นอกจากนี้ จะมีการลงทุนท่อก๊าซมาจากพม่าทะลุมาฝั่งไทยอีกแห่งหนึ่ง เชื่อมจากทวายหรือกันบ็อก
ไพรินทร์ ชี้แจงว่า เรื่องนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะไทยรับก๊าซจากเมียนมาใน 3 แหล่งมากถึง 1 ใน 5 ของความต้องการใช้ก๊าซทั้งหมด 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และหลังจากนี้ไปรัฐบาลเมียนมาประกาศเป็นนโยบายไว้ชัดเจนว่า หากมีการขุดค้นพบเมียนมาจะไม่ขายก๊าซเพิ่มให้กับไทยอีก ดังนั้น หากไทยยังไม่สามารถเจรจาเรื่องพื้นที่คาบเกี่ยวไทย-กัมพูชา และหาพื้นที่ใหม่ ปริมาณการผลิตก๊าซในอ่าวไทยลดลง ก็จำเป็นที่จะต้องเร่งรัดการสร้าง LNG เทอร์มินอล เฟส 3 เร็วยิ่งขึ้น เพื่อการันตีว่าคนไทยจะมีก๊าชใช้ในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างคลังลอยน้ำ LNG ที่ฝั่งเมียนมาด้วย ซึ่งรัฐบาลได้รับรู้ถึงปัญหาเรื่องนี้แล้ว
ทั้งนี้ แหล่งที่จะลงทุนตั้งคลัง FSRU จะมี 2 พื้นที่คือ กันบ็อกและทวาย โดยในเร็วๆ นี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน จะเดินทางไปเมียนมาร์เพื่อเจรจาเรื่องนี้
ขณะที่ ณรงค์ชัย ยอมรับว่า ได้มีการเจรจาระหว่างเมียนมาแบบจีทูจีคาดว่าจะสามารถได้ข้อสรุปได้ภายในปีนี้
นี่คือแผนลงทุนที่ต้องดำเนินการรองรับในระยะ 3-5 ปี จะเห็นได้ชัดว่า ปตท.ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก เมื่อพิจารณาจากแผนลงทุนทั้งมด 2.98 แสนล้านบาท







