
เปิดกลยุทธ์โออิชิ สู้ธุรกิจอาหารทรงตัว
หลังจากภาพรวมธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นมูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท อยู่ในภาวะทรงตัวในช่วง 5 เดือนแรกของปี ทำให้ โออิชิ กรุ๊ป ในฐานะผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 30% ต้องปรับกลยุทธ์การทำตลาดในปีนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นยอดขายทั้งปีให้เข้าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะเติบโต 20% หรือมียอดขายเพิ่มจาก 7,000 ล้านบาทปีก่อน เป็น 8,000 ล้านบาทในปีนี้
หลังจากภาพรวมธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นมูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท อยู่ในภาวะทรงตัวในช่วง 5 เดือนแรกของปี ทำให้ โออิชิ กรุ๊ป ในฐานะผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 30% ต้องปรับกลยุทธ์การทำตลาดในปีนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นยอดขายทั้งปีให้เข้าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะเติบโต 20% หรือมียอดขายเพิ่มจาก 7,000 ล้านบาทปีก่อน เป็น 8,000 ล้านบาทในปีนี้
ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นจะไม่เติบโต รวมถึงยอดขายของบริษัทที่เติบโตต่ำกว่าเป้าหมาย 10% แต่บริษัทจะยังคงยืนเป้าหมายเติบโตไว้ที่ 20% ในปีนี้ ซึ่งการจะทำให้ได้ตามเป้าหมายในภาวะที่เศรษฐกิจไม่เห็นสัญญาณบวกต้องใช้หลากหลายกลยุทธ์เข้ามากระตุ้นยอดขาย
นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นว่ากลุ่มลูกค้าระดับกลาง ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเริ่มชะลอการจับจ่ายตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จากปีก่อนที่กลุ่มรากหญ้าจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจก่อน ส่งผลให้ธุรกิจอาหารที่เดิมจะเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจหลังสุด ยังได้รับผลกระทบแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากโฟกัสเฉพาะธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น เชื่อว่าจะยังเติบโตได้ 10-15% เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยจากประเทศญี่ปุ่นที่มองหาโอกาสขยายธุรกิจนอกประเทศ และสนใจเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการเติบโตของร้านอาหารญี่ปุ่นสูงสุดเป็นอันดับ 5 ของโลก ส่งผลให้มีร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่ในไทยปีละไม่ต่ำกว่า 100 ร้าน
“เชื่อว่าตลอด 9 เดือนของปีนี้ จะยังไม่มีปัจจัยบวกเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีความหวังในไตรมาสสุดท้ายที่อาจเห็นการลงทุนของภาครัฐและเป็นช่วงไฮซีซั่นของทุกธุรกิจ รวมถึงธุรกิจอาหาร ดังนั้นการตั้งเป้าเติบโต 20% ยอมรับว่ายาก แต่ต้องทำให้ได้”
ดังนั้น โออิชิ กรุ๊ป จึงได้ปรับแผนการทำตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับกลยุทธ์การทำตลาดในแต่ละสาขาให้สามารถจัดกิจกรรมการตลาดที่แตกต่างกันได้ในแต่ละทำเล การโยกงบการทำตลาดไปที่บีโลว์ เดอะไลน์ มากขึ้น เนื่องจากเห็นผลได้เร็วกว่าการใช้สื่อโฆษณา
สำหรับปีนี้ โออิชิใช้งบลงทุนรวม 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบทำตลาด 400 ล้านบาท โดยปรับเปลี่ยนการใช้งบผ่านสื่อหรืออะโบฟ เดอะไลน์ 50% ลดเหลือ 20% ที่เหลืออีก 80% เป็นบีไลว์ เดอะไลน์ ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับการจัดกิจกรรมของแต่ละสาขาเพื่อให้เหมาะกับลูกค้าในแต่ละทำเลและสอดคล้องกับสภาพการแข่งขันในทำเลนั้นๆ
ขณะที่งบอีก 600 ล้านบาท จะใช้สำหรับเปิดสาขาร้านอาหารในเครือที่มีอยู่ 6 แบรนด์รวมไม่ต่ำกว่า 40 สาขา จากปัจจุบัน 225 สาขา โดยปัจจุบันร้านชาบูชิกว่า 100 สาขา, โออิชิ ราเมน 54-55 สาขา, คาคาชิ 19 สาขา, นิกุยะ 15 สาขา และโออิชิ บุฟเฟ่ต์ 18 สาขา เป็นต้น
อีกกลยุทธ์ที่โออิชินำมาใช้และจะรุกตลาดหนักมาขึ้น คือ การผลักดันยอดขายของกลุ่มอาหารพร้อมทานแบรนด์โออิชิ ที่แบ่งเป็นกลุ่มแช่แข็ง อาทิ เกี๊ยวซ่า ปูอัด เน้นจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด และกลุ่มแช่เย็น เช่น แซนด์วิช เกี๊ยวซ่า ที่ขายเข้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นหลัก
ทั้งนี้ ล่าสุดได้ออกผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ในสินค้ากลุ่มแช่เย็น ภายใต้คอนเซ็ปต์แบรนด์ เทรนดี้ เริ่มจาก โออิชิ เทรนดี้ โรล แซนด์วิชรูปแบบใหม่สไตล์ญี่ปุ่น มีให้เลือก 2 สูตร คือ โรลปูอัดไข่หวาน (ซอสโชยุ) และ โรลทูน่าไข่หวาน (ซอสญี่ปุ่น) ขนาด 72 กรัม ราคาชิ้นละ 32 บาท วางจำหน่ายที่เซเว่นอีเลฟเว่น และนับจากนี้จะขยายไปสู่สินค้าอื่นๆ ต่อไป
ไพศาล กล่าวต่อว่า การส่งออกยังเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญของโออิชิในการเพิ่มยอดขายให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มไทยเบฟเวอเรจที่วางวิชั่น 2020 ไว้ โดยกลุ่มธุรกิจอาหารของโออิชิจะเพิ่มยอดขายเป็น 1.3 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตปีละ 1,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งจะมาจากการส่งออกที่ตั้งเป้าปี 2020 จะมีรายได้จากการส่งออก 2,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการเร่งขยายตลาดส่งออก หลังจากได้รับใบอนุญาต (ไลเซนส์) ส่งออกในกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียู และญี่ปุ่นแล้ว โดยจะเริ่มส่งออกภายในปลายปีนี้ รวมทั้งการมองหาโอกาสส่งออกในภูมิภาคเอเชีย ผ่านพันธมิตรในเครือ คือ เอฟแอนด์เอ็น เช่น ในตลาดพม่า สิงคโปร์ เป็นต้น
พร้อมกันนี้ ยังมีความร่วมมือกับเอฟแอนด์เอ็น ในฐานะที่เป็นบริษัทในเครือไทยเบฟเวอเรจ ตามเป้าหมายที่จะนำทรัพยากรและความสามารถของแต่ละบริษัทมาใช้ให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน โดยล่าสุด โออิชิ กรุ๊ปได้มอบหมายให้เอฟแอนด์เอ็นเป็นผู้ผลิตไอศกรีมญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ ไอสึ (RISU) สำหรับนำมาให้บริการในร้านนิกุยะและชาบูชิด้วย
ต้องจับตามองการปรับกลยุทธ์ของโออิชิเพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย 1.3 หมื่นล้านบาท ในปี 2020







