posttoday
เราจะจดบันทึกรับ-จ่าย ไปทำไม

เราจะจดบันทึกรับ-จ่าย ไปทำไม

10 มิถุนายน 2558

โดย...วีระพล บดีรัฐ

โดย...วีระพล บดีรัฐ

คำแนะนำจำเป็นสำหรับคนที่ต้องการออมเงิน หรือต้องการปลดหนี้ ที่นักวางแผนการเงินที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคลหรือแค่เพื่อนคนหนึ่งจะแนะนำเพื่อช่วยแก้ปัญหาการเงินพื้นฐาน คงหนีไม่พ้นคำแนะนำให้ “จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย” เพื่อเป็นการตรวจสอบสภาวะการเงินเบื้องต้นของบุคคลหรือครอบครัว เพื่อยืนยันพฤติกรรมการใช้จ่าย (ว่าเหมาะสมหรือต้องปรับปรุง) เพื่อประเมินโอกาสในการสร้างเงินออม หรือเพื่อหาข้อบกพร่องที่เป็นสาเหตุให้บุคคลนั้นหรือครอบครัวนั้นมีปัญหาทางการเงิน

สถาบันผู้ให้คำปรึกษาด้านการจัดการหนี้ที่ชื่อว่า The National Foundation for Credit Counseling ซึ่งได้ทำการสำรวจในปี 2015 พบว่า ชาวอเมริกันกว่า 60% ไม่มีการบันทึกรายรับ-รายจ่าย และการทำงบประมาณรายจ่ายของตัวเอง คำถามคือแล้วคุณคิดว่า คนไทยจะมีการจดที่ว่านี้มากหรือน้อยกว่า สหรัฐอเมริกา

ประเด็นสำคัญไม่เกี่ยวกับตัวเลขจะมากกว่าหรือน้อยกว่า แต่อยู่ที่ว่าถ้ากิจกรรมนี้ดีและสำคัญ ทำไมคนจึงทำกันน้อย สองเหตุผลสำคัญที่ผมพอจะกล่าวได้ว่าน่าจะเป็นเหตุหลักคือ คนส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญของการจดบันทึก และขาดแรงจูงใจให้ทำ ซึ่งจากงานวิจัยหลายชิ้นให้ข้อเสนอเกี่ยวกับสิ่งที่จะช่วยให้คนรู้จักจดบันทึกเพื่อจัดการเงินของตัวเองในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า คือการเพิ่มระดับความรู้และความเข้าใจในเรื่องการจัดการการเงิน

ดังนั้น ผมจึงขอใช้พื้นที่เล็กๆ ในบทความนี้ เสนอประโยชน์และหลักการในการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ให้กับผู้อ่านทุกท่าน เพื่อหวังผลให้ทุกท่านได้นำเครื่องมือพื้นฐานทางการเงินนี้ไปใช้ ดังต่อไปนี้

1.ทำให้เรารู้ถูก รู้ผิด รู้ว่ารายการที่ใช้จ่ายตลอดทั้งเดือน (กรณีบันทึกและสรุปภายในเดือน) เป็นไปตามที่ควรจะเป็นคือรายการใด และรายการที่มากเกินไปหรือเกิดการใช้จ่ายที่เกินกว่าเหตุ นั้นคือรายการใด เช่นหากมีรายการผ่อนชำระต่อเดือนสูง จนไม่เหลือเงินใช้จ่ายรายวัน การหยุดสร้างหนี้เพิ่มหรือการขายสินค้าที่ผ่อนชำระอยู่เพื่อนำเงินมาปลดหนี้ ก็จะถูกนึกถึงและตัดสินใจทำได้ง่ายขึ้น

2.ทำให้เห็นแนวโน้มว่ารายการฟุ่มเฟือยบางรายการเพิ่มขึ้นทุกเดือน หรือรายการใช้จ่ายจำเป็นบางรายการที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า อยู่ในแผนที่จะจัดสรรเงินมาใช้ได้ อาทิค่าเล่าเรียนบุตร ค่าบำรุงรักษารถยนต์ หรือแม้แต่ค่ารักษาพยาบาลเป็นต้น หรือแม้แต่แนวโน้มเงินเหลือออมในแต่ละเดือนแต่ละปี ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนหรือการตรวจสอบเป้าหมายทางการเงินได้รับการประเมินว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

3.ช่วยสร้างแรงจูงใจให้อยากเก็บออมมากขึ้น หรือแม้แต่ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น ด้วยการเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ลดลง ส่งผลให้ตัวเลขเงินเหลือออมมากขึ้น (โดยปกติ หากไม่เกิดการบันทึก เมื่อมีเงินเหลือก็จะถูกนำมาใช้ หรือหากเงินขาดมือ ก็จะกู้ยืมเพื่อมาแก้ปัญหาแบบเดือนต่อเดือน) ซึ่งข้อดีนี้ คงอธิบายได้ยากสำหรับคนที่ไม่เคยจด แต่หากใครที่ฝืนตัวเองให้จดบันทึกและใช้ประโยชน์จากการบันทึกรายรับ-รายจ่ายได้อย่างน้อย 2-3 เดือน จะพบว่าการบันทึก ทำให้เกิดกำลังใจในการประหยัดอดออม ช่วยแก้ปัญหาจากร้ายเป็นดี และดีขึ้นได้เรื่อยๆ

4.นำไปสู่การทำงบประมาณ ที่จะช่วยในการวางแผนการใช้จ่ายที่เป็นระบบ สามารถตั้งเป้าหมายและมองเห็นโอกาสในการเก็บออมเพื่อเป้าหมายนั้นได้ชัดเจนขึ้น

หลักการสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นทำบันทึกรับ-จ่าย ควรจดจำไว้ 3 ข้อคือ

1.ต้องมีวินัย และใช้ความอดทนสูง (สำหรับคนทั่วไป) ทั้งด้วยเหตุผลว่าการบันทึกนั้นน่าเบื่อ และเห็นผลช้า ต้องใช้เวลาในการบันทึกอย่างน้อย 30 วัน และกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อใช้บันทึกให้เกิดประโยชน์ การเริ่มต้นและการทำให้ต่อเนื่องจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก (แต่ทำได้)

2.จำเป็นต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่บันทึกได้ มิใช่สักแต่บันทึกเท่านั้น ผู้จดบันทึกต้องทบทวนและวิเคราะห์หาทางใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้จากการบันทึก และนำมาปรับใช้เพื่อส่งเสริมให้เกิดการออมเงินและแก้ปัญหาทางการเงิน

3.กำหนดเป้าหมายในการออม หรือเป้าหมายที่จะจัดการภาระทางการเงินให้ชัดเจนก่อนบันทึก และยึดถือเป้าหมายนั้นเป็นหลัก เดือนที่ออมเงินได้เกินกว่าที่คาดให้สำรองเผื่ออนาคต และเดือนที่ออมได้แย่กว่าที่คาดให้เข้มงวดและทำให้ดียิ่งขึ้นในเดือนถัดไป

สุดท้ายนี้ ถ้าคิดอย่างผิวเผินคงต้องบอกว่าการทำบันทึกรายรับ-รายจ่าย เปรียบเป็นยารักษาโรค จะถือว่าเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่ทุกบ้านต้องมีเอาไว้เพื่อแก้ไขโรคออมเงินไม่ได้ และโรคหนี้สินเรื้อรัง ในขณะที่คนที่มีความมั่งคั่งสูง อาจไม่เห็นความจำเป็นที่จะใช้ยา แต่การบันทึกรายรับ-รายจ่าย เป็นมากกว่ายาสามัญเพื่อใช้รักษาโรค กลับเป็นการออกกำลังเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ป้องกันโรคภัยร้ายแรง ที่ใช้เพียงแค่กำลังใจและความพยายามทำจนเป็นนิสัย และมีเพียงแต่ผู้ที่ทำเป็นประจำเท่านั้นจะเห็นประโยชน์และรู้คุณค่าของการทำอย่างแท้จริง ดังนั้นหากใครยังไม่เคยได้ลองออกกำลังกายทางการเงินด้วยการบันทึกรายรับ-รายจ่าย ขอเพียงแค่ทดลองปฏิบัติดูสัก 3 เดือน และนำผลที่ได้จากการบันทึกนั้น มาวางแผนทำงบประมาณส่วนตัวหรืองบประมาณครอบครัว หากทำได้ คงจะทราบว่าคำกล่าวที่ผมยกมาเป็นบทสรุปในตอนท้ายนี้มิได้เป็นการกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร