posttoday
ทุนนอกรุมจีบเมเจอร์ชวนร่วมทุนโรงหนังต่างประเทศ

ทุนนอกรุมจีบเมเจอร์ชวนร่วมทุนโรงหนังต่างประเทศ

02 กรกฎาคม 2553

MAJOR เนื้อหอมทุนต่างชาติรุมจีบ ทั้งให้ร่วมถือหุ้นธุรกิจโรงภาพยนตร์ต่างประเทศ กองทุนเสนอซื้อหุ้นยกล็อตกว่า 40 ล้านหุ้น

MAJOR เนื้อหอมทุนต่างชาติรุมจีบ ทั้งให้ร่วมถือหุ้นธุรกิจโรงภาพยนตร์ต่างประเทศ กองทุนเสนอซื้อหุ้นยกล็อตกว่า 40 ล้านหุ้น

นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) เปิดเผยว่า อนาคตจะเห็นบริษัทออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น จากช่วงก่อนหน้าที่ทางบริษัทได้ออกไปร่วมถือหุ้นในสัดส่วน 10% ในบริษัท พีวีอาร์ (PVR) ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นบอมเบย์ หรือ Bombay Stock Exchange (BSE) และ National Stock Exchange of India (NSE) ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์ Multiplex ใน 14 รัฐของประเทศอินเดีย

การที่บริษัทได้รับการยอมรับและออกไปจับตลาดที่ประเทศอินเดีย ก็จะสร้างโอกาสทางธุรกิจที่ดีให้กับบริษัท เพราะอินเดียถือว่าเป็นตลาดที่เติบโตดีมาก

“ในงบลงทุนของบริษัทในอนาคตจะเริ่มเห็นงบลงทุนต่างประเทศชัดเจนมากขึ้น และหากออกไปเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นได้มากกว่านี้ หรือการออกไปลงทุนเพิ่มเติมอีกก็จะทำให้รายได้จากต่างประเทศเข้ามาอยู่ในโครงสร้างทั้งหมดด้วย”

ดังนั้น การที่บริษัทได้ออกไปถือหุ้นที่อินเดียก็ทำให้มีทุนต่างชาติยื่นข้อเสนอให้บริษัทไปร่วมถือหุ้นด้วย โดยยอมที่จะให้บริษัท เมเจอร์ฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 40% แต่บริษัทยังไม่ตัดสินใจและให้บริษัทดังกล่าวไปทำตัวเลขมาอย่างละเอียดก่อน เพราะเมเจอร์ฯ มีนโยบายที่ชัดเจนว่าการออกไปลงทุนต่างประเทศจะต้องประสบความสำเร็จและมีกำไรจากการลงทุนเท่านั้น เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนที่ดี

ด้านการร่วมทุนหากเป็นธุรกิจโรงภาพยนตร์จะต้องมีศูนย์เป็นของตัวเอง เพราะหากไปเช่าที่เพื่อทำโรงภาพยนตร์จากศูนย์คนอื่นไม่คุ้มและไม่น่าสนใจ

นายวิชา กล่าวถึงนโยบายการลงทุนในกิจการใดๆ นั้นว่า เพื่อนำมาต่อยอดกับธุรกิจหลักของบริษัทที่มีอยู่และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ล่าสุด บริษัทได้ร่วมทุนกับบริษัท กันตนา กรุ้ป จัดตั้งบริษัท เมเจอร์ กันตนา บรอดแคสติ้ง ด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท ถือหุ้นคนละ 50% ทำเคเบิลทีวีช่อง (เอ็มชาแนล) ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมง

สำหรับการซื้อหุ้นคืนจากตลาดหลักทรัพย์ที่คณะกรรมการบริษัทมีมติให้ซื้อจำนวน 88 ล้านหุ้น หรือ 9.98% ของทุนเรียกชำระแล้ว ซึ่งบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ราคาหุ้นต่ำกว่าพื้นฐานธุรกิจ โดยซื้อได้จำนวน 40.90 ล้านหุ้น หรือ 4.64% ในราคาเฉลี่ย 6 บาทเศษ และตอนนี้ราคาหุ้นขึ้นมาอยู่ที่ 9 บาทเศษแล้ว ดังนั้น บริษัทจึงหยุดซื้อหุ้นคืนแล้วเพราะราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมามากแล้ว

อย่างไรก็ตาม การจัดการกับหุ้นที่ซื้อคืนนั้นยังมีเวลาและไม่สนใจนำหุ้นออกมาขาย แม้จะมีผู้ลงทุนและนักลงทุนประเภทกองทุนแสดงความสนใจที่จะเข้ามาขอซื้อหุ้นยกล็อตก็ตาม เพราะบริษัทยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน อีกทั้งในแต่ละปีบริษัทจะมีเงินสดไหลเข้ากว่า 3,000 ล้านบาท จึงมีสภาพคล่องมากเพียงพอในการทำธุรกิจ

นอกจากนี้ ปี 2553 บริษัทไม่มีโครงการลงทุนใหญ่ๆ แต่อย่างใด ซึ่งการลงทุนขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นในปี 2554 คือโครงการอีเกียซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ (SF) กับอีเกียซึ่งเป็นกลุ่มทุนจากสวีเดน เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่มีพื้นที่กว่า 5 แสนตารางเมตร

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค