
‘อนุทิน’ ไปโรดโชว์สิงคโปร์ ‘เทมาเซก’ ขอคุยตัวต่อตัว
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์ nประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์ nประลองยุทธ ผงงอย
อาจจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ ปี ที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล”จะออกไปนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุนต่างประเทศ (โรดโชว์) หลังจากผันตัวเองไปเอาจริงเอาจังทางการเมืองในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยเมื่อต้นเดือน มิ.ย. 2558 ที่ผ่านมา ได้ตอบรับคำเชิญจากบริษัทหลักทรัพย์ซีแอลเอสเอ (CLSA) ไปพบนักลงทุนที่สิงคโปร์ ซึ่งการไปครั้งนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ว่าเหตุใด CLSA ถึงขั้นต้องเชิญเจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) ซึ่งอนุทินถือหุ้นอยู่ 149.62 ล้านหุ้น หรือ 10.13% ของทุนเรียกชำระแล้ว และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ที่ถือตรงอยู่ 4.69% หรือ 71.5 ล้านหุ้น
“อนุทิน” เล่าให้ฟังการไปครั้งนี้ก็ไปในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และเจ้าของบริษัท STPI และ STEC ซึ่งเหตุผลของการเชิญเพราะผมได้ไปออกรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง และทาง CLSA ก็ปิ๊งว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกันที่จะพาผู้ถือหุ้นใหญ่และเจ้าของไปพบกับผู้จัดการลงทุนโดยตรงเองบ้าง หลังจากเชิญผู้บริหารมืออาชีพที่บริหารงานอยู่ไปให้ข้อมูลหลายครั้งแล้ว และการไปในครั้งนี้ไปพบผู้จัดการลงทุนรวมกว่า 15 กองทุนรวมถึงกองทุนเทมาเซกด้วย และใช้เวลาในการพบตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. ทั้งนี้เทมาเซกเป็นกองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์
“การไปพบนักลงทุนต่างประเทศครั้งนี้ ผมก็มองว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกันเพราะผมก็ว่างๆ ในทางการเมืองและในส่วนของธุรกิจผมก็ยังทำอยู่ แต่ให้มืออาชีพบริหารไป แต่เมื่อมีโอกาสออกไปพบก็ได้บอกข้อมูลกับผู้จัดการกองทุน ในขณะเดียวกันก็ได้ถามความคิดเห็นของนักลงทุนต่อประเทศไทยทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจและเรื่องต่างๆ ด้วย
นอกจากนั้นการไปของผมก็ถือว่าดีที่ผู้จัดการกองทุนจะได้รับคำยืนยันจากผู้ถือหุ้นใหญ่โดยตรงบ้างจากก่อนหน้าได้รับข้อมูลจากผู้บริหารเท่านั้น” อนุทิน กล่าว
นอกจากนี้ ผมก็ได้บอกกับผู้จัดการกองทุนไปว่าในภาวะที่เศรษฐกิจและการเมืองที่ยังไม่ปกติ การที่บริษัทสามารถตั้งระยะอยู่ได้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากแล้วและถ้าหากปีหน้าทางกองทุนมีการเชิญไปโรดโชว์และผมสามารถไปให้ข้อมูลได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เก่ง เพราะธุรกิจยังคงดำเนินกิจการและเดินหน้าต่อไปได้ ในภาวะอย่างนี้การจะมาถามเรื่องการเติบโตของรายได้ การเติบโตของกำไรก็ไม่น่าจะใช่จังหวะที่ดีนัก
ผมยังได้บอกกับนักลงทุนไปว่า STEC และ STPI โตได้ ไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาบริหารประเทศ เพราะเชื่อว่าทุกรัฐบาลจะต้องใช้นโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และการที่ STEC เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างที่ดำเนินการมานานก็เชื่อว่าจะสามารถทำธุรกิจต่อไปได้กับทุกๆ รัฐบาล
อนุทิน กล่าวว่า ยอมรับว่าผู้จัดการกองทุนมีการซักถามถึงประเด็นทางการเมืองเหมือนกัน เช่นว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเมื่อไร ผมก็บอกไปว่ามีเมื่อไรก็เมื่อนั้น เพราะไม่สามารถที่จะชี้ชัดเวลาลงไปได้
ด้าน อนิลรัตน์ นิติสาโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและกฎหมาย บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล ประธานกรรมการ ไปโรดโชว์ที่สิงคโปร์แบบตัวต่อตัว (One-on-One) โดยตรงกับกองทุนเทมาเซกเป็นครั้งแรก
ขณะที่ในช่วงราว 2 ปีที่ผ่านมาเทมาเซกได้เริ่มเข้ามาลงทุนในหุ้น STPI โดยถือหุ้นผ่านกองทุนจำนวน 2-3 แห่ง หลังจากเห็นแนวโน้มว่าบริษัทมีจำนวนงานเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีผู้ถือหุ้นเป็นนักลงทุนสถาบันถือหุ้นสัดส่วนประมาณ 16% และต่างชาติอีกประมาณ 7%
“ถือเป็นครั้งแรกที่ประธานกรรมการบริษัทได้รับเชิญเข้าไปให้ข้อมูลโดยตรงกับเทมาเซก เพราะปกติทีมไออาร์จะเป็นผู้ให้ข้อมูลกับกองทุนที่เทมาเซกถือหุ้นผ่านเท่านั้น” อนิลรัตน์ กล่าว
สำหรับในปี 2558 บริษัทตั้งเป้าหมายทั้งกำไรและรายได้จะทำได้ใกล้เคียงปี 2557 ที่มีกำไรที่ 2,627 ล้านบาท และมีรายได้ที่ 12,055 ล้านบาท ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวนับเฉพาะมูลค่างานในมือ (Backlog) ที่มี ณ สิ้นไตรมาสแรกที่จะทยอยรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2558 ต่อเนื่องถึงไปถึงปี 2559
อย่างไรก็ดี กำไรและรายได้ในปีนี้ยังมีโอกาสสูงกว่าเป้าหมายจากโอกาสที่จะมีรายได้จากค่างานเพิ่มในกรณีที่ลูกค้าต้องการให้เร่งงานให้เร็วขึ้น รวมถึงโอกาสจากการได้สัญญางานใหม่ที่รอผลประมูล
ขณะที่แผนในปีนี้จะรักษาอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยให้ได้ใกล้เคียงปี 2557 ที่ประมาณ 20-25% โดยเน้นการบริหารต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่าย
สำหรับปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลการประมูลโครงสร้างเหล็กขนาดหรือโรงงานสำเร็จรูปของโรงผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยื่นไปรวมทั้งสิ้นมูลค่าประมาณ 2.5 แสนล้านบาทซึ่งคาดหวังจะได้งานมูลค่าประมาณ 8.1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงในโมซัมบิก 1 โครงการและแคนาดาอีก 4 โครงการ โดยจะทยอยทราบผลการประมูลในปีนี้จำนวน 2-3 โครงการ มูลค่าประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือส่งผลให้บริษัทจะมีงานก่อสร้างต่อเนื่องถึงปี 2563 และยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเข้าประมูลงานใหม่เพิ่ม
“งานที่เข้าประมูลทั้งหมดของบริษัทเลื่อนประกาศผลจากเดิมที่จะออกมาปลายปี 2557 เพราะเจ้าของโครงการชะลอโครงการในช่วงที่ราคาน้ำมันลง แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันเริ่มจะนิ่งและแนวโน้มขยับขึ้นเจ้าของโครงการก็กลับมาเดินหน้าโครงการต่อ
ขณะที่โครงการทั้งหมดเป็นเป็นลูกค้าเราอยู่แล้วจึงมีโอกาสที่บริษัทได้งานใหม่ต่อเนื่อง และเป็นโครงการขนาดใหญ่เฉลี่ยระดับ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/โครงการ เจ้าของจึงต้องการกระจายความเสี่ยงใช้ผู้รับเหมาหลายๆ รายและส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่เริ่มทยอยรับรู้รายได้ในปีหน้า ส่วนค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจะเป็นประโยชน์กับบริษัทให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพราะรายได้ทั้งหมดของบริษัทเป็นสกุลต่างประเทศ” อนิลรัตน์ กล่าว
ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนสร้างโรงงานโครงเหล็กใหม่เพื่อรองรับจำนวนงานที่เพิ่มขึ้น หากได้งานใหม่ที่อยู่ระหว่างรอผลประมูลตามแผนมีโอกาสที่สรุปการลงทุนสร้างภายในปลายปี 2558 มูลค่าเบื้องต้นประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยมีแผนที่จะย้ายโรงงานจากปัจจุบัน 3 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตประมาณ 6 หมื่นตัน/ปี มารวมไว้บริเวณพื้นที่ใหม่ที่ อ.สัตหีบ มีพื้นประมาณ 1,000 ไร่ ซึ่งสามารถรองรับกำลังผลิตเพิ่มอีกได้ประมาณ 3 เท่าตัวจากปัจจุบัน
แม้ปัจจุบันบริษัทจะมีเงินสดในมือ ภายในจำนวนมากประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่ไม่มีแผนที่แตกไลน์ไปทำธุรกิจใหม่อื่นๆ เพื่อหาแหล่งสร้างรายได้ใหม่เพิ่มเพราะบริษัทมีนโยบายทำธุรกิจแบบอนุรักษนิยมจึงมุ่งเน้นทำในธุรกิจที่มีความชำนาญเท่านั้น







