posttoday
แม็คกรุ๊ป จะเป็นหุ้นเติบโตสูง

แม็คกรุ๊ป จะเป็นหุ้นเติบโตสูง

08 มิถุนายน 2558

โดย...ยินดี ฤตวิรุฬ

โดย...ยินดี ฤตวิรุฬ

บริษัท แม็คกรุ๊ป (MC) ผู้ประกอบการธุรกิจยีนส์มีเป้าหมายชัดเจนที่จะนำองค์กรธุรกิจให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำของเอเชียด้านเครื่องแต่งกายและไลฟ์สไตล์ ด้วยการบริหารจัดการแบรนด์หลากหลาย ให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่าง และมุ่งมั่นที่จะสร้างความพึงพอใจสูงสุดต่อผู้มีส่วนได้เสียและลูกค้า ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ได้รับการออกแบบอย่างสมสรีระมากที่สุด ในราคาที่เป็นธรรม

MC จะมีอายุครบ 2 ปี ในการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) วันที่ 4 ก.ค. 2558 นี้ การเข้ามาเป็น บจ.ได้สร้างโอกาสที่ดีมากมายให้กับ MC และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการพัฒนาด้านต่างๆ ตลอดเวลา ทำให้มีความรู้สึกว่าเป็นวัยรุ่นอยู่เสมอ แม้ว่าในวันนี้แม็คฯ จะเปิดให้บริหารมาเป็นเวลากว่า 40 ปี นี่คือคำให้สัมภาษณ์ของ “สุณี เสรีภาณุ” ประธานกรรมการบริษัท

สุณี กล่าวว่า ทุกวันนี้ MC มีโอกาสมากมายจากการเป็น บจ.ทั้งในทางธุรกิจและการเข้ามาร่วมงานในองค์กรของบุคลากรในระดับต่างๆ ที่มาร่วมกันพัฒนาธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้า และถึงทุกวันนี้ MC ถือว่าเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจและเข้ามาลงทุน เพราะด้วยนโยบายที่ชัดเจนว่าเราจะเป็นหุ้นที่จะจ่ายเงินปันผลในระดับที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 5.37% และอนาคตเมื่อมีการพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องการวางระบบใหม่ที่จะนำมาใช้ในการผลิต การนำระบบไอที หรือระบบ SAP มาใช้ในการจัดการสต๊อกและการดูแลในเรื่องของสินค้า ก็หวังให้ MC เป็นหุ้นประเภทที่มีอัตราการเติบโตสูง

MC ถือว่าอยู่ในความสนใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หากดูสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในขณะนี้ถือหุ้นบริษัทอยู่ในระดับที่มากกว่า 20% เพิ่มขึ้นอย่างมากจากก่อนหน้า และการที่บริษัทมีกองทุนลอมบาร์ดเข้ามาถือหุ้นก็เป็นส่วนสนับสนุนสำคัญในเรื่องของการที่จะออกไปลงทุนหรือซื้อกิจการต่างๆ

สำหรับนักลงทุนสถาบันในประเทศนั้นจากการได้ร่วมนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) กับ บล.ธนชาต ล่าสุดได้รับความสนใจจากสถาบันในประเทศ และได้รับการยืนยันจากสถาบันว่ามีการซื้อหุ้นหลังจากมีความเข้าใจในธุรกิจและมั่นใจในทีมงานของ MC มากขึ้น

สุณี มั่นใจว่า ผลการดำเนินงานจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้และไม่มีการปรับลดลงแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกกำลังซื้อและเศรษฐกิจของประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงก็จะทำให้การท่องเที่ยวดีขึ้นและจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แล้วก็จะดีต่อบริษัทด้วยในที่สุด และล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าไปเปิดร้านค้าเพื่อขายสินค้าที่คิงเพาเวอร์ ซึ่งก็คาดหวังว่าแบรนด์ของบริษัทจะเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ถ้าหากสามารถจับกลุ่มลูกค้านี้ได้ก็จะเป็นโอกาสอย่างมากที่บริษัทจะขยายไปยังประเทศจีนที่ถือเป็นประเทศใหญ่มีกำลังซื้อมาก

ทั้งนี้ คาดว่า รายได้และกำไรไตรมาส 2 จะมากกว่าไตรมาสแรก เนื่องจากยอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือน เม.ย.ที่มีวันหยุดยาวจำนวนมาก ขณะที่ไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทมีการหยุดส่งสินค้าเพื่อย้ายโกดังสินค้าโดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จึงทำให้ยอดขายหายไปส่วนหนึ่ง ขณะที่คาดว่ารายได้ปีนี้จะเติบโต 20% จากปีก่อนตามเป้าหมาย โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ 910.70 ล้านบาท กำไรสุทธิ 195.14 ล้านบาท เทียบรายได้ปี 2557 อยู่ที่ 3,537.60 ล้านบาท

“กำลังซื้อของประชาชนยังคงชะลอตัว แต่เราได้มีการปรับกลยุทธ์จัดโปรโมชั่นและแคมเปญเพื่อกระตุ้นจากการบริโภค รวมถึงปรับปรุงรายสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ทำให้ยอดขายยังคงอยู่ในเชิงบวก ซึ่งมั่นใจว่าไตรมาส 2 รายได้และกำไรจะดีกว่าไตรมาสแรกอย่างแน่นอน เพราะมีวันหยุดยาวทำให้ประชาชนมีโอกาสได้ออกมาจับจ่ายใช้สอยมากยิ่งขึ้น”

“บริษัทได้จัดทำแผนธุรกิจ ซึ่งมีเป้าหมายทางการเงินและการเติบโตของรายได้ที่อัตราเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2557–2561 และเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรสูงสุด บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวโดยใช้กลยุทธ์ดังต่อไป”

กลยุทธ์ด้านช่องทางการจำหน่ายจะขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้าถึงลูกค้าได้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศจะขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุม ด้วยการเพิ่มร้านค้าปลีกของตนเองและจุดขายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งสิ้นไตรมาสแรกมีสาขาทั้งสิ้น 830 สาขา เพิ่มจากปี 2557 จำนวน 11 สาขา แบ่งเป็นร้านค้าปลีกที่เป็นของตนเอง 259 สาขา ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ 544 สาขา รถโมบาย 5 จุด และสาขาในต่างประเทศ 22 แห่ง

บริษัทคาดหวังว่าจะมีรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่ยีนส์เพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันที่รายได้หลักประมาณ 85% มาจากยีนส์ และเพื่อเตรียมความพร้อม ล่าสุดบริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อยขึ้นมา คือ แม็คจีเนียส โดย MC เข้าถือหุ้น 99.98% เพื่อลงทุนในธุรกิจอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคตของกิจการ

บล.ทิสโก้ มองว่า MC จะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ประการแรก การขยายสาขาที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะขยายสาขาในช่วงครึ่งปีหลัง

ประการที่สอง การจัดหาสินค้าใหม่ๆ เข้าจำหน่ายในสาขา เพิ่มสัด ส่วนการจัดจำหน่ายเสื้อมากยิ่งขึ้น

ประการที่สาม การเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ โดยล่าสุด MC ได้เป็นสาขาในสถานีบริการน้ำมัน บริษัท ปตท. (PTT ) สาขาแรกแล้ว ซึ่งยอดขายเป็นไปตามที่ตั้งไว้ ในขณะที่ต้นทุนต่ำกว่าการจัดจำหน่ายผ่านสาขารูปแบบอื่น

ประการที่สี่ การขยายไปยังต่างประเทศ โดยล่าสุดบริษัทได้ลงนามแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในกัมพูชา ปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่ายแล้ว 4 ประเทศ ได้แก่ ลาว เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา

ประการที่ห้า การเตรียมระบบ ERP สำหรับบริหารคลังสินค้าซึ่งจะเสร็จสมบูรณ์ เพื่อรองรับการขยายสาขา และจากผลประกอบการไตรมาสแรกคิดเป็น 24% ของประมาณการทั้งปี

ดังนั้น จึงยังคงประมาณการเดิมของไว้ที่ 807 ล้านบาท เติบโต 13% จากปีที่ผ่านมา และยังคงแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ MC ด้วยราคาเป้าหมายอยู่ที่ 18 บาท จากการคาดการณ์การฟื้นตัวและฐานะทางการเงินที่ยังคงแข็งแกร่ง จากการคาดการณ์การบริโภคที่คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในปีนี้ รวมทั้งบริษัทยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ทั้งไม่มีภาระหนี้สินและกระแสเงินสดที่เพียงพอต่อการลงทุนในอนาคตของบริษัท ปัจจัยเสี่ยงมาจากการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ชะลอตัวกว่าคาด และการแข่งขันที่รุนแรงกดดันต่ออัตรากำไรของบริษัท

ด้านราคาหุ้น MC ล่าสุดขึ้นมาปิดตลาดที่ 15.90 บาท เท่ากันกับราคาขายประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่ผ่านมาที่ราคา 16 บาท/หุ้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน