posttoday
อุ๋ยชี้รัฐบาลปูขึ้นค่าแรงฉุดการแข่งขันไทยในตลาดโลก

อุ๋ยชี้รัฐบาลปูขึ้นค่าแรงฉุดการแข่งขันไทยในตลาดโลก

04 มิถุนายน 2558

รองนายกฯชี้รัฐบาล "ปู" ขึ้นค่าแรง ฉุดการแข่งขันไทยในตลาดโลก ย้ำรัฐบาลปัจจุบันหนุนอุตสาหกรรมลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ลุยรื้อโครงสร้างคมนาคม

รองนายกฯชี้รัฐบาล "ปู" ขึ้นค่าแรง ฉุดการแข่งขันไทยในตลาดโลก ย้ำรัฐบาลปัจจุบันหนุนอุตสาหกรรมลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ลุยรื้อโครงสร้างคมนาคม

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ณ รัฐสภา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี แถลงระหว่างการสัมมนาเพื่อรับฟังผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของรัฐบาล ระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจจาก 3 ฐาน คือ ฐานที่ 1 คือ การส่งเสริมการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย ซึ่งตลอด 4 ปีที่ผ่านมา การส่งออกของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลในอดีตที่เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ภายในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้นจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

ทั้งนี้วิธีที่รัฐบาลปัจจุบันใช้แก้ไข คือ การลดค่าเงินบาทและส่งเสริมการค้าเงินเสรี ซึ่งสามารถทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงได้แล้วระดับหนึ่ง พิจารณาจากค่าเงินบาทในวันที่ 30 เม.ย. อยู่ที่ 32.70 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่าเงินบาทในวันที่ 2 มิ.ย. อยู่ที่ 33.77 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนมาตรการในการแก้ไขปัญหาระยะยาว คือ การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งพิจารณาจากบัญชีแสดงรายการอนุมัติการลงทุนของบีโอไอ พบว่ามีบริษัทที่ได้รับการอนุมัติโครงการอุตสาหกรรมสมัยใหม่ (Modern Industries) แล้ว 127 บริษัท (1 ม.ค.-22 พ.ค. ปี 58)นับตั้งแต่ประกาศขับเคลื่อนนโยบายในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

นอกจากนั้นรัฐบาลได้ปรับระบบภาษี คือ 1. ยกเลิก ภาษีเงินได้จากกรณีจดทะเบียนซื้อ-ขายในต่างประเทศ (OUT-OUT) และ 2. ยกเว้นกรณีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ่ายไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ต่างประเทศเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ ในประเทศไทยมากขึ้น และจะทำให้ประเทศไทยเป็นชาติการค้า (Trading Nation) เพื่อกระจายสินค้าไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี)

ฐานที่ 2 รัฐบาลยังมีนโยบายที่จะเชื่อมโยงการคมนาคมเพื่อรองรับมาตรการข้างต้น อาทิ การปรับโครงข่ายรถไฟรางคู่ ที่จะเพิ่มอีก 2,470 กม. ซึ่งจะประมูลและทำสัญญาในปี 58 และ ปี 59 ระยะทาง 903 กม., รถไฟความเร็วปานกลาง-สูง ซึ่งโครงการที่ร่วมมือกับประเทศจีนที่จะเริ่มต้นในปลายปีนี้ ส่วนโครงการที่ร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มโครงการได้ใน ปี 59 , การประกาศพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ความคืบหน้าขณะนี้คือการกำหนดพื้นที่อุตสาหกรรมและพื้นที่ที่จะใช้ในการจัดเก็บสินค้า ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้สำเร็จจะกระตุ้นการลงทุนได้อย่างมาก รวมถึงถึงสนับสนุนการเป็นชาติการค้าในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีด้วย

ฐานที่ 3 คือ การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) อาทิ การสร้างโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติซึ่งจะเข้าถึงทุกบ้านภายในปี 60 - ปี 61 , การสร้างคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) ที่สุดในอาเซียน เพื่อต่อยอดธุรกิจคลาวด์เซนเตอร์ (Cloud Center) , เพิ่มเกตเวย์จากปัจจุบันมีอยู่ 2 เกท เป็น 10 เกต และการสร้างโครงข่ายดิจิทัล แบงก์กิ้ง (Digital Banking) โดยเฉพาะความพร้อมทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบดิจิทัล ฯลฯ

อย่างไรก็ตามหากสามารถขยับฐานทั้ง 3 ได้สำเร็จจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตยิ่งขึ้น ซึ่งอาจเติบโตสูงถึง 5% หลังจากตลอด 6 ปี ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2% ทั้งนี้หากเศรษฐกิจเติบโตได้จริง จะเกิดปัญหาด้านพลังงานไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐธรรมนูญจะต้องเร่งดำเนินการเกี่ยวกับการสำรวจแหล่งก๊าซ โดยแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างการใช้ระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต ซึ่งขณะนี้กำลังแก้กฎหมายให้สามารถดำเนินการได้ทั้งสองทาง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร