
ค้าออนไลน์ติดอาวุธเพิ่ม ขยายจากเว็บไซต์สู่หน้าร้าน
เป็นเรื่องปกติสามัญของคนในยุคนี้ ที่จะสามารถเปิดธุรกิจของตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย เพียงอาศัยสื่อออนไลน์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หันมาซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้นก็เพียงพอที่จะสร้างเงินก้อนโตให้ได้
เป็นเรื่องปกติสามัญของคนในยุคนี้ ที่จะสามารถเปิดธุรกิจของตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย เพียงอาศัยสื่อออนไลน์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หันมาซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้นก็เพียงพอที่จะสร้างเงินก้อนโตให้ได้
ความคิดดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ “อียัล เลวี” หนุ่มชาวสหรัฐ ตัดสินใจเปิดธุรกิจ “โยกิโบ” ธุรกิจออนไลน์ที่ขายเก้าอีบีนแบ็ก หรือเก้าอี้ที่ไส้บรรจุเม็ดโฟมที่จะรองรับไปตามรูปร่างของร่างกายผู้ใช้
อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจออนไลน์ของโยกิโบไม่สดใสอย่างใจเท่าไรนัก เนื่องจากว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความสบายของเก้าอี้ โดยที่ไม่ได้ทดลองสินค้าด้วยตัวเอง
“ผมจึงตระหนักได้ว่าผู้คนจะตกหลุมรักกับสินค้าก็ต่อเมื่อพวกเขาได้ลอง การสื่อสารที่จะบอกลูกค้าถึงความสบายของเก้าอี้นั้นเป็นเรื่องยากที่จะส่งผ่านโลกออนไลน์หรือโฆษณา หรือกระทั่งการรีวิวของลูกค้า”เลวี เปิดเผยกับเนิร์ด วอลเล็ต เว็บไซต์ด้านการเงินในสหรัฐ
หลังจากนั้น เลวีจึงตัดสินใจปรับกลยุทธ์ของโยกิโบ หลังจากที่เริ่มเปิดเว็บไซต์ได้ 9 เดือน โดยได้เปิดหน้าร้านแห่งแรกในห้างสรรพสินค้านาทิค มอลล์ ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ในนิวอิงแลนด์
เลวี เปิดเผยว่า ในช่วงแรกที่จะเปิดร้านก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน โดยเฉพาะการระดมทุน เนื่องจากการเปิดหน้าร้านนั้นต้องคำนึงถึงค่าเช่า ค่าตกแต่งร้านด้วย ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับธุรกิจเปิดใหม่
เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคดังกล่าว เลวีได้ระดมทุนจากกลุ่มเพื่อน ก่อนที่จะค่อยๆ นำกำไรจากการเปิดหน้าร้านมาเป็นทุนต่อไป และแน่นอนว่าการเลือกที่ตั้งร้านนี้เองก็เป็นสิ่งที่เลวีให้ความสำคัญ เจ้าตัวระบุว่าได้เลือกเปิดร้านที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อต้องการให้คนมีโอกาสหยุดดูสินค้าในร้าน
จากกลยุทธ์การเปิดหน้าร้านดังกล่าว จึงกลายเป็น “คำตอบที่ใช่” ของโยกิโบในการเติบโตที่เปิดทางให้ทางธุรกิจสามารถมีร้านค้าถึง 22 ร้าน ในแถบชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐและแตกไลน์สินค้าใหม่ออกไปได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นหมอนและสินค้าตกแต่งบ้าน พร้อมกับคาดการณ์ว่า ในปีนี้ยอดขายของธุรกิจจะเพิ่มขึ้นถึง 30%
“นี่เป็นหนทางที่ยอดเยี่ยมของเราในการเติบโตอย่างรวดเร็วและพัฒนาแบรนด์ด้วย” เลวี ระบุ
นอกจากนี้แล้ว แม้ว่าการทำธุรกิจออนไลน์ดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ลูกค้าจะหาร้านค้าออนไลน์เจอ โดย สตีฟ เดนนิส ที่ปรึกษาร้านค้าปลีก ระบุว่า ตอนนี้เป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะขยายธุรกิจในเว็บไซต์ เนื่องจากว่า ลูกค้ายุคใหม่มีความชาญฉลาดที่จะหาสินค้าราคาถูกในโลกออนไลน์ ฉะนั้นแล้วต้นทุนการทำการตลาดในโลกออนไลน์เพื่อให้ได้ลูกค้าก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
เพราะแม้กระทั่งธุรกิจออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะเปิดหน้าร้านเช่นกัน โดย เกวนโดลิน ไรวท์ ที่ปรึกษาธุรกิจขนาดเล็กในซานฟรานซิสโก ระบุว่า ลูกค้าบางคนต้องการที่จะสัมผัสสินค้า แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่กางเกงยีนส์หรือเสื้อก็ตาม
ไรวท์ได้ยกตัวอย่างถึง “วอร์บี พาร์คเกอร์” แบรนด์แว่นตาในสหรัฐ ว่าเป็นธุรกิจหนึ่งที่เปิดหน้าร้านเพื่อเพิ่มยอดขายและดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่ชอบการลองแว่นตาที่ร้าน
เช่นเดียวกันกับ “โยคะสโมคะ”ของสองพี่น้องชาวอินเดีย ริชิและทพัสยา บาลิ ที่ได้เปิดเว็บไซต์ขายเครื่องแต่งกายราคาแพงสำหรับโยคะในสหรัฐ ก่อนที่ต่อมาอีกหนึ่งปีทางธุรกิจได้เปิดหน้าร้านที่คอนเนคทิคัตและแคร์ลิฟอร์เนีย ซึ่งริชิ ระบุว่า หน้าร้านนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของบริษัท เพราะทางธุรกิจไม่ได้มองที่ยอดขายจากเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว
เพราะหน้าร้านนั้นจะมุ่งเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้ชีวิตเพื่อมีสุขภาพที่ดีด้วย อย่างเช่น ร้านในคอนเนคทิคัตนั้นเป็นร้าน 2 ชั้น ที่ชั้นบนจะใช้เปิดเป็นห้องเรียนโยคะและทำกิจกรรมอื่นๆ ได้
นอกจากนี้แล้ว ริชิยังระบุด้วยว่า การมีหน้าร้านออนไลน์ก่อนหน้าร้านจริงเหมือนกับช่วยให้โยคะสโมคะสามารถเข้าสู่การเปิดหน้าร้านจริงได้อย่างประสบความสำเร็จมากขึ้น เนื่องจากว่าการเปิดร้านออนไลน์เสมือนกับการทำให้เกิดความเข้าใจลูกค้าและตลาดอย่างลึกซึ้ง เช่น ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์และภูมิศาสตร์นั่นเอง
คำแนะนำก่อนเปิดหน้าร้านเริ่มจากเล็กๆ : ลองเปิดร้านป๊อป-อัพดูก่อนก็ได้ดูว่าเป็นการทำที่ใช่หรือไม่ : ถามตัวเองว่าสินค้าของธุรกิจ แตกต่างพอที่จะอยู่ในร้านหรือไม่ และให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกับลูกค้าหรือไม่มีแผน : มีกลยุทธ์ที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี







